top of page

บทความที่ 216 : แสงสีฟ้า: เล่าตรงไปตรงมาว่าหลักฐานบอกอะไร

tbfc1000
11 ต.ค.
ยาว 3 นาที
สรุปสั้น: งานทบทวนหลักฐานชิ้นใหญ่ที่สุดที่มีอยู่ (Cochrane ปี 2566 รวม 17 การทดลองแบบสุ่ม) สรุปว่าเลนส์กรองแสงสีฟ้า อาจไม่ช่วยลดอาการตาล้าจากหน้าจอในระยะสั้น และ ไม่มีหลักฐานว่าป้องกันจอประสาทตา ขณะเดียวกันงานวัดเลนส์จริงปี 2562 พบว่าเลนส์ที่ขายกันอยู่กรองแสงสีฟ้าได้ตั้งแต่ 6% ถึง 43% และค่าเปลี่ยนไปตามค่าสายตาแม้อยู่ในแบรนด์เดียวกัน บทความนี้จะบอกว่าอะไรพิสูจน์แล้ว อะไรยังไม่ และอะไรคือเรื่องที่หลักฐานแน่นจริงและสำคัญกับคนไทยมากกว่า นั่นคือการกันรังสียูวี

คุณเดินเข้าร้านแว่น บอกว่านั่งหน้าจอวันละสิบชั่วโมง ตาล้า ตอนเย็นปวดหัว


พนักงานหยิบเลนส์ตัวหนึ่งขึ้นมา เอียงให้ดูประกายฟ้าที่ผิวเลนส์ แล้วบอกว่า “ตัวนี้กรองแสงสีฟ้าครับ ช่วยได้เยอะ”


คำถามที่แทบไม่มีใครถามต่อคือ กรองได้เท่าไหร่ กรองช่วงคลื่นไหน ใครวัด และ “ช่วยได้เยอะ” นี่เทียบกับอะไร


เราขอเล่าเรื่องนี้แบบที่ร้านแว่นส่วนใหญ่ไม่ค่อยเล่า เพราะมันไม่ได้ช่วยปิดการขายเลย


แต่มันคือความจริง และเราคิดว่าคุณควรได้ยินก่อนจ่ายเงิน


ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับคุณ

เพราะ “เลนส์กรองแสงสีฟ้า” เป็นสินค้าเสริมที่ถูกเสนอบ่อยที่สุดในร้านแว่น และเป็นตัวที่คนตัดสินใจซื้อจากความรู้สึกมากที่สุด


อ่านจบแล้วคุณจะรู้สามอย่าง หนึ่ง — หลักฐานทางคลินิกตอนนี้บอกอะไรจริง ๆ สอง — ทำไมตัวเลขเปอร์เซ็นต์บนโบรชัวร์สองแบรนด์เทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ สาม — ถ้าคุณมีงบเพิ่มก้อนหนึ่ง ควรเอาไปลงกับอะไรที่หลักฐานแน่นกว่า


เราไม่ได้จะบอกว่าเลนส์กรองแสงสีฟ้าไร้ประโยชน์ เราจะบอกว่ามันควรถูกขายด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง


แสงสีฟ้าไม่ได้มีแบบเดียว และนี่คือจุดที่คนพลาดกันมากที่สุด

แสงที่เราเรียกรวม ๆ ว่า “แสงสีฟ้า” กินช่วงความยาวคลื่นกว้าง และช่วงย่อยแต่ละช่วงทำหน้าที่ต่างกันคนละเรื่อง


blue-violet (ฟ้า-ม่วง) คือช่วงประมาณ 400–450 นาโนเมตร โดย Essilor ระบุจุดที่ถือว่าเสี่ยงสูงสุดไว้ที่ราว 435 นาโนเมตร ส่วน ZEISS ใช้กรอบกว้างกว่าเล็กน้อยคือ 400–455 นาโนเมตร เป็นช่วงที่ตั้งใจจะบล็อก


blue-turquoise (ฟ้า-เขียวอมฟ้า) คือช่วงประมาณ 465–495 นาโนเมตร ช่วงนี้เป็นตัวส่งสัญญาณให้ร่างกายรู้ว่า “ตอนนี้กลางวัน” ซึ่งเกี่ยวกับนาฬิกาชีวิต (circadian rhythm คือจังหวะการทำงานของร่างกายในรอบวัน รวมถึงการหลับการตื่น)


พูดง่าย ๆ คือ ช่วงหลังนี้ ไม่ควรกรองทิ้ง เลนส์ที่กรองแสงสีฟ้าแบบเหวี่ยงกว้างเกินไปจึงไม่ใช่เลนส์ที่ “ดีกว่า” โดยอัตโนมัติ


นาโนเมตรเป็นหน่วยวัดความยาวคลื่นแสง ยิ่งเลขน้อยยิ่งเป็นแสงพลังงานสูง ฝั่ง 400 จึงชิดกับรังสียูวี ส่วนฝั่ง 500 เริ่มเข้าใกล้สีเขียวที่ตาเรามองเห็นได้ชัดที่สุด


เวลาแบรนด์บอกว่า “กรองแสงสีฟ้า” คำถามแรกจึงไม่ใช่ “กี่เปอร์เซ็นต์” แต่คือ “ช่วงไหน”


หลักฐานทางคลินิกบอกอะไร — ตอบแบบไม่อ้อม

นี่คือหัวใจของบทความ และเราจะไม่ขยำให้ดูดีกว่าความจริง


Cochrane ปี 2566 — งานทบทวนที่ถือเป็นมาตรฐานสูงสุด

Cochrane เป็นเครือข่ายที่ทำงานทบทวนหลักฐานทางการแพทย์อย่างเป็นระบบ และถูกใช้อ้างอิงกันทั่วโลก


รายงานปี 2566 (Singh, Downie และคณะ) รวบรวม การทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุม 17 ชิ้น ซึ่งเป็นรูปแบบงานวิจัยที่ตอบคำถามเรื่อง “ได้ผลจริงไหม” ได้ดีที่สุด แต่ละชิ้นมีผู้เข้าร่วมตั้งแต่ 5 ถึง 156 คน และติดตามผลตั้งแต่ไม่ถึงวันจนถึง 5 สัปดาห์


ข้อสรุปมีสามข้อ


  • เลนส์กรองแสงสีฟ้า อาจไม่มีประโยชน์ในระยะสั้นในการลดอาการล้าตาจากการใช้คอมพิวเตอร์ เมื่อเทียบกับเลนส์ที่ไม่กรอง

  • ไม่มีหลักฐานว่าช่วยป้องกันความเสียหายของจอประสาทตา

  • ผลต่อคุณภาพการมองเห็นและต่อการนอน ยังไม่ชัดเจน สรุปอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้


อีกข้อที่ควรพูดเพื่อความเป็นธรรม คือรายงานนี้ ไม่พบผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ แปลว่าใส่แล้วไม่ได้มีอันตราย


งานทบทวนปี 2569 — สรุปคล้ายกัน แต่มีจุดที่น่าสนใจ

งานทบทวนของ Khorrami-Nejad, Naroo และคณะ ตีพิมพ์ในวารสาร Therapeutic Advances in Ophthalmology เดือนมกราคม 2569 ให้ภาพเดียวกันในภาพรวม


หลักฐานเรื่องอาการตาล้าจากหน้าจอ (digital eye strain) ยังผสมปนเปกัน และไม่ต่างจากเลนส์ใสอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหลักฐานเรื่องการป้องกันจุดรับภาพเสื่อมตามวัย (AMD) ก็ยังจำกัด


แต่จุดที่ต่างออกไปคือ งานนี้พบว่า มีหลักฐานสนับสนุนดีกว่าในเรื่องไมเกรนและอาการแมเนีย ซึ่งเป็นการใช้งานเฉพาะทาง ไม่ใช่การใส่ทั่วไปเพื่อนั่งหน้าจอ


นี่คือตัวอย่างที่ดีของการอ่านงานวิจัยให้ละเอียด — “ไม่ได้ผล” กับ “ไม่ได้ผลกับเรื่องที่คุณคิดว่าจะได้ผล” ไม่เหมือนกัน


ANSES ของฝรั่งเศส ปี 2562 — ฝั่งที่เตือนเรื่องแสง ไม่ใช่เรื่องเลนส์

ANSES คือหน่วยงานด้านความปลอดภัยอาหาร สิ่งแวดล้อม และอาชีวอนามัยของฝรั่งเศส


รายงานปี 2562 สรุปว่าแสงสีฟ้าจากหลอด LED มีผลระยะสั้นต่อจอประสาทตาเมื่อได้รับอย่างเข้มข้น และมีความเชื่อมโยงในระยะยาวกับการเกิดจุดรับภาพเสื่อมตามวัย พร้อมแนะนำให้จำกัดการรับแสงในช่วงเย็นและกลางคืน โดยเฉพาะในเด็ก


แต่ข้อที่คนหยิบไปอ้างน้อยที่สุด กลับเป็นข้อที่สำคัญกับคนซื้อแว่นมากที่สุด — ANSES ระบุว่าเลนส์และแว่นที่อ้างว่าป้องกันแสงสีฟ้านั้น “มีระดับประสิทธิภาพแตกต่างกันมาก” และเรียกร้องให้มีเกณฑ์มาตรฐานกลาง


แปลว่าแม้แต่หน่วยงานที่ออกมาเตือนเรื่องแสงสีฟ้า ก็ยังไม่ได้รับรองว่าเลนส์ในท้องตลาดทำงานได้ตามที่โฆษณา


กรองแสงสีฟ้าทำได้ 3 วิธี และแต่ละวิธีแลกอะไร

เรื่องนี้แทบไม่มีใครอธิบาย แต่มันคือเหตุผลที่คนสองคนใส่ “เลนส์กรองแสงสีฟ้า” แล้วรู้สึกไม่เหมือนกันเลย


วิธีที่ 1 — ดูดซับในเนื้อวัสดุ

ใส่สารดูดซับ (ตระกูลเบนโซไตรอะโซลและเบนโซฟีโนน) ลงไปในเนื้อเลนส์ตั้งแต่ตอนผลิต ตัวอย่างที่ชัดคือ ZEISS BlueGuard


ได้: กรองได้มากที่สุด และไม่เพิ่มแสงสะท้อนที่ผิวเลนส์ ZEISS ระบุว่าการส่องผ่านแสงสูงถึง 97.8% และ ผู้ผลิตอ้างว่า แบบในเนื้อวัสดุให้แสงสะท้อนสีฟ้าที่มองเห็นน้อยลงถึง 50% เมื่อเทียบกับชั้นเคลือบแบบสะท้อน


แลก: ในอดีตแบบนี้มักมีโทนสีติดเลนส์ ทั้งเทาอมฟ้าและเหลือง


วิธีที่ 2 — สะท้อนด้วยชั้นเคลือบกันสะท้อน

ปรับชั้นเคลือบกันสะท้อน (AR coating คือชั้นบาง ๆ หลายชั้นที่ทำให้แสงสะท้อนหักล้างกัน) ให้สะท้อนช่วง 400–455 นาโนเมตรออกไปแทนที่จะให้ผ่าน


ตัวอย่างที่ผู้ผลิตเปิดตัวเลขไว้ชัดคือ Crizal Prevencia ของ Essilor ซึ่ง ผู้ผลิตระบุว่า สะท้อนแสงสีฟ้า-ม่วง 20% ที่ผิวหน้าเลนส์ ยอมให้ช่วง blue-turquoise ผ่าน 96% การส่องผ่านแสงรวม 98% และค่า E-SPF (ดัชนีการปกป้องจากยูวีของ Essilor) เท่ากับ 25


ได้: เลนส์ยังดูใสเกือบปกติ ไม่มีโทนเหลือง


แลก: ประกายที่เหลือบนเลนส์จะออกฟ้าหรือม่วง และแสงที่สะท้อนออกไปนั้นบางส่วนก็รบกวนตัวคนใส่เอง


นี่คือที่มาของคำบ่นที่เป็นเรื่องจริง — ประชุมออนไลน์แล้วกล้องจับประกายฟ้าที่แว่นจนหน้าดูแปลก ถ้าคุณประชุมผ่านกล้องทุกวัน ข้อแลกนี้จับต้องได้กว่าประโยชน์ที่โฆษณา


วิธีที่ 3 — ย้อมสี

ย้อมเลนส์เป็นสีเหลืองหรือสีอำพัน ดูดซับแสงสีฟ้าได้มากที่สุดในสามวิธี


แลก: สีเพี้ยนชัดเจน เหมาะกับการใช้งานเฉพาะอย่างเช่นกรณีไมเกรนหรือบางอาชีพ ไม่ใช่เลนส์ที่ใส่ทั่วไปทั้งวัน


แบบผสม และข้อเท็จจริงที่คนตกใจ

ถ้าอยากกรองให้มากจริง ทางที่ซื่อสัตย์ที่สุดคือผสมสองวิธี Essilor ระบุว่า Crizal Prevencia เมื่อเคลือบบนเลนส์เปลี่ยนสี จะกันแสงสีฟ้า-ม่วงได้เกิน 80% ตอนที่เลนส์เข้ม


และเหตุผลที่ผสมแบบนี้สมเหตุสมผล ก็เพราะสิ่งที่คนไทยมักไม่ได้คิดถึง


ลองนึกภาพตัวเองเดินออกจากห้างตอนบ่ายสองโมง แดดกรุงเทพฯ ตั้งฉาก — ปริมาณแสงสีฟ้าที่เข้าตาคุณในนาทีนั้น มากกว่าที่ได้จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวันอย่างเทียบกันไม่ติด


ถ้าเป้าหมายคือลดปริมาณแสงสีฟ้าที่เข้าตาจริง ๆ การใส่แว่นกรองแสงสีฟ้าในห้องแอร์แล้วเดินออกแดดตาเปล่า คือการแก้ปัญหาผิดจุด


ทำไม “กรอง 40%” ของสองแบรนด์เทียบกันไม่ได้

ประโยคเดียวที่ควรจำจากหัวข้อนี้คือ ไม่มีมาตรฐานอุตสาหกรรมกลางสำหรับการวัดการกรองแสงสีฟ้า


แต่ละแบรนด์ต่างกันได้อย่างน้อยสี่จุด


จุดที่ต่างกัน

ต่างกันอย่างไร

ช่วงคลื่นที่นับ

400–450 หรือ 400–455 หรือกวาดทั้ง 400–500 นาโนเมตร

วิธีรายงานตัวเลข

ค่าเฉลี่ยทั้งช่วง หรือค่าที่จุดสูงสุด หรือถ่วงน้ำหนักด้วยสเปกตรัมการออกฤทธิ์แบบต่าง ๆ

นับอะไรเป็นการกรอง

นับแค่การดูดซับ หรือรวมการสะท้อนเข้าไปด้วย

ตัวเลนส์เอง

ค่าสายตาและความหนาของเลนส์ที่เอามาวัด


และนี่คือส่วนที่คนอ่านส่วนใหญ่ไม่เคยรู้


งานของ Alzahrani, Khuu และ Roy ตีพิมพ์ในวารสาร Clinical and Experimental Optometry ปี 2562 เอาเลนส์กรองแสงสีฟ้าที่ขายในท้องตลาด 7 ตัว มาวัดด้วยสเปกโตรโฟโตมิเตอร์ (เครื่องวัดการส่องผ่านแสงแยกตามความยาวคลื่น) ในช่วง 280–780 นาโนเมตร


ผลคือเลนส์เหล่านั้นกรองแสงสีฟ้าได้จริง ระหว่าง 6% ถึง 43% แปรไปตามแบรนด์


และจุดที่สำคัญกว่านั้น — ค่ายังแปรไปตามค่าสายตา แม้จะเป็นเลนส์แบรนด์เดียวกันรุ่นเดียวกัน


ผลที่ตามมาแบบตรงไปตรงมาคือ เลนส์ที่เคลมว่า “กรอง 40%” ของแบรนด์หนึ่ง กับเลนส์ที่เคลมว่า “กรอง 20%” ของอีกแบรนด์ อาจเป็นเลนส์ที่กรองได้เท่ากันทุกประการ ต่างกันแค่วิธีนับและวิธีเล่า


ถ้าคุณจำอะไรจากบทความนี้ได้อย่างเดียว ขอให้เป็นข้อนี้


เรื่องที่หลักฐานแน่น ไม่มีใครเถียง และสำคัญมากในเมืองไทย: การกันรังสียูวี

พอพูดเรื่องแสงสีฟ้าจบแล้ว เราอยากพาไปดูของอีกชิ้นที่อยู่ในเลนส์เดียวกัน แต่มีหลักฐานหนักแน่นกว่ากันคนละชั้น


รังสียูวี (UV) ไม่ใช่เรื่องที่ยังถกเถียงกัน ผลเสียต่อผิวหนังรอบตา ผิวกระจกตา และเลนส์ตา เป็นที่ยอมรับในวงการอย่างกว้างขวาง และประเทศเราอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร แดดแรงเกือบทั้งปี


เรื่องนี้มีมาตรฐานสากลกำกับจริง คือ ISO 8980-3 ซึ่งเป็นมาตรฐานเรื่องการส่องผ่านแสงและยูวีของเลนส์แว่นตา


มาตรฐานนี้นิยามช่วงคลื่นไว้ว่า UV-B คือ 280–315 นาโนเมตร และ UV-A คือ 315–380 นาโนเมตร


สังเกตเลข 380 ให้ดี — คำว่า “UV400” ที่เห็นบนป้ายสินค้าเป็นคำการตลาด ไม่ใช่ขอบเขต UV-A ตามนิยามของ ISO ไม่ได้แปลว่าไม่ดี แต่แปลว่ามันไม่ใช่การอ้างมาตรฐาน


สำหรับเลนส์ใส (การส่องผ่านแสงมากกว่า 80%) มาตรฐานกำหนดเพดานว่าการส่องผ่าน UV-A ต้องไม่เกินค่าการส่องผ่านแสงที่มองเห็น และ UV-B ต้องไม่เกิน 0.05 เท่าของค่านั้น


โครงสร้างการกันยูวีส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ชั้นเคลือบ แต่อยู่ใน เนื้อเลนส์หรือมอนอเมอร์ ตั้งแต่ตอนผลิต บวกกับการปรับชั้นเคลือบกันสะท้อนด้านหลังให้ลดยูวีที่สะท้อนจากด้านหลังเข้าตา ซึ่งเป็นที่มาของดัชนี E-SPF ที่ Essilor ใช้


พูดง่าย ๆ คือ ถ้าจะจ่ายเพิ่มเพื่อ “การปกป้อง” ให้ถามเรื่องยูวีก่อนถามเรื่องแสงสีฟ้า เพราะอันแรกมีมาตรฐานให้อ้าง อันหลังยังไม่มี


ส่วนที่ต้องพูดตรง ๆ

หนึ่ง — ข้ออ้างเรื่องอันตรายของแสงสีฟ้าส่วนใหญ่มาจากการทดลองในหลอดทดลองและในสัตว์ทดลอง ไม่ใช่จากคนที่ใส่แว่นทำงานหน้าจอ การกระโดดจากเซลล์ในจานเพาะเลี้ยงไปสู่ “ต้องใส่เลนส์กรองแสงสีฟ้า” เป็นการกระโดดที่ยาวกว่าที่โฆษณาทำให้รู้สึก


สอง — การทดลองใน Cochrane ส่วนใหญ่สั้นมาก ยาวสุด 5 สัปดาห์ และบางชิ้นมีผู้เข้าร่วมแค่ห้าคน แปลว่า “ไม่พบประโยชน์” ในที่นี้คือไม่พบในกรอบเวลาสั้น ๆ ไม่ใช่การพิสูจน์ว่าไม่มีประโยชน์ในสิบปี — แต่ก็ไม่ใช่ใบอนุญาตให้เดาว่ามีประโยชน์ในสิบปีเช่นกัน ตอนนี้เราแค่ยังไม่รู้


สาม — ตัวเลขประสิทธิภาพเกือบทั้งหมดที่คุณเห็น มาจากการทดสอบของผู้ผลิตเอง ตัวเลขการส่องผ่านแสง 97.8% เปอร์เซ็นต์การสะท้อน 20% การลดแสงสะท้อนสีฟ้า 50% ทั้งหมดนี้เป็นค่าที่ผู้ผลิตวัดและเผยแพร่ ไม่ใช่ผลจากหน่วยงานกลาง งานวัดอิสระที่มีอยู่ (เลนส์ 7 ตัว ปี 2562) ให้ภาพที่กระจายกว่ามาก


สี่ — อาการตาล้าจากหน้าจอเป็นเรื่องจริง สิ่งที่หลักฐานบอกคือ “เลนส์กรองแสงสีฟ้าอาจไม่ใช่คำตอบของมัน” ไม่ใช่ “อาการของคุณไม่จริง” ถ้าคุณล้าตาจริง เรื่องที่ควรตรวจสอบก่อนคือค่าสายตาที่ใช้อยู่ถูกต้องไหม ระยะจอเหมาะไหม และคุณมีค่าสายตาระยะกลางที่ต้องแก้หรือเปล่า


ห้า — ถ้าคุณใส่แล้วสบายกว่า นั่นก็นับ ความสบายเชิงอัตวิสัยเป็นเหตุผลซื้อที่ใช้ได้ เพียงแต่มันเป็นเหตุผลคนละชนิดกับ “ป้องกันจอประสาทตา” และร้านควรบอกให้ตรงว่ากำลังขายอะไร


เอาไปใช้ยังไง

ห้าคำถามที่ควรถามร้าน เมื่อมีคนเสนอเลนส์กรองแสงสีฟ้าให้


  1. “เลนส์ตัวนี้กรองช่วงคลื่นไหน และกรองด้วยวิธีอะไร” — ในเนื้อวัสดุ ชั้นเคลือบสะท้อน หรือย้อมสี สามวิธีนี้ให้ประสบการณ์ต่างกันจริง

  2. “ตัวเลขเปอร์เซ็นต์นี้ใครวัด และวัดที่ค่าสายตาเท่าไหร่” — ถ้าคำตอบคือ “ตามที่ผู้ผลิตระบุ” ก็ไม่ผิด แต่คุณควรรู้ว่ามันคือตัวเลขจากผู้ผลิต

  3. “เลนส์ตัวนี้กันยูวีได้ถึงระดับไหน และอ้างอิงมาตรฐานอะไร” — ข้อนี้มีคำตอบที่ตรวจสอบได้ ต่างจากข้อก่อน

  4. “ถ้าผมประชุมผ่านกล้องทุกวัน แบบไหนจะไม่ขึ้นประกายฟ้าในกล้อง” — คำถามนี้จะพาไปสู่แบบดูดซับในเนื้อวัสดุโดยธรรมชาติ

  5. “ถ้าตัดตัวกรองแสงสีฟ้าออก เงินส่วนนั้นเอาไปทำอะไรได้” — อัปเกรดดีไซน์เลนส์ อัปเกรดชั้นเคลือบให้ทนกว่า หรือเพิ่มเลนส์เปลี่ยนสีสำหรับแดดไทย ล้วนเป็นทางเลือกที่มีเหตุผลรองรับ


และข้อสุดท้ายที่ไม่ใช่คำถาม — ถ้าเป้าหมายคือลดแสงสีฟ้าที่เข้าตาจริง ให้ใส่ใจเวลาอยู่กลางแจ้งมากกว่าเวลาอยู่หน้าจอ


สรุปให้

  • Cochrane ปี 2566 (17 การทดลองแบบสุ่ม) สรุปว่าเลนส์กรองแสงสีฟ้าอาจไม่ช่วยลดตาล้าจากหน้าจอในระยะสั้น และไม่มีหลักฐานว่าป้องกันจอประสาทตา งานทบทวนปี 2569 ให้ภาพคล้ายกัน แต่พบหลักฐานดีกว่าในเรื่องไมเกรน

  • แสงสีฟ้ามีสองช่วงที่ต้องแยก blue-violet ราว 400–455 นาโนเมตร คือช่วงที่ถูกออกแบบให้กรอง ส่วน blue-turquoise ราว 465–495 นาโนเมตร คุมนาฬิกาชีวิตและไม่ควรกรองทิ้ง

  • เปอร์เซ็นต์การกรองเทียบกันไม่ได้ เพราะยังไม่มีมาตรฐานกลาง งานวัดเลนส์จริง 7 ตัวปี 2562 ได้ค่า 6–43% และค่าเปลี่ยนตามค่าสายตาแม้ในแบรนด์เดียวกัน

  • สามวิธีกรองมีข้อแลกต่างกันจริง ในเนื้อวัสดุกรองได้มากและไม่สะท้อนเพิ่ม ชั้นเคลือบสะท้อนใสสวยแต่ขึ้นประกายฟ้าในกล้อง ย้อมสีกรองได้มากแต่สีเพี้ยน

  • เรื่องที่ควรจ่ายเพิ่มด้วยความมั่นใจคือการกันยูวี มี ISO 8980-3 กำกับจริง และแดดเมืองไทยทำให้มันคุ้มกว่าในทางปฏิบัติ — และจำไว้ว่า “UV400” เป็นคำการตลาด ไม่ใช่ขอบเขตตาม ISO


แหล่งอ้างอิง


อ่านต่อ

หน้าหลักที่เกี่ยวข้อง


บทความที่เกี่ยวข้อง

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
บทความที่ 223 : เปลี่ยนเลนส์ใหม่ทุกกี่ปี และเมื่อไหร่ควรอัปเกรดรุ่น ไม่ใช่แค่เปลี่ยนค่าสายตา

“ค่าสายตาเท่าเดิม” ไม่ได้แปลว่าเลนส์คู่เดิมยังทำงานเหมือนเดิม ชั้นเคลือบมีอายุที่ถูกกำหนดด้วยฟิสิกส์ของความร้อนและแรงเค้นในชั้นเคลือบ ไม่ใช่

 
 
 
บทความที่ 222 : อ่านใบวัดสายตาของตัวเอง: SPH, CYL, AXIS, ADD, PD และปริซึม

ใบวัดสายตาคือกระดาษที่บอก “ตาคุณต้องการกำลังแก้เท่าไหร่” ไม่ใช่ใบสั่งเลนส์ SPH บอกกำลังหลักและเครื่องหมายบวกลบบอกทิศทางของปัญหา CYL กับ AXIS

 
 
 
บทความที่ 221 : ค่าสายตาสองข้างต่างกันมาก: ทำไมเลนส์ธรรมดาใส่ไม่สบาย

ถ้าค่าสายตาสองข้างของคุณต่างกันหลายขั้น — ภาวะที่เรียกว่า anisometropia (ภาวะค่าสายตาสองข้างไม่เท่ากัน) — ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ “ข้างหนึ่งชั

 
 
 

ความคิดเห็น


แว่นปุถุชน โปรเกรสซีฟ
โปรเกรสซีฟ @แว่นปุถุชน  เลนส์ แว่นตา สายตายาว  ควบคุม โดยนักทัศนมาตร และผู้เชี่ยวชาญด้านโปรเกรสซีฟ โดยตรง  ร้านแว่นตา ราคาดี
แว่นปุถุชน โปรเกรสซีฟ
​ร้านแว่นปุถุชน
เลขที่ 19 ซอยพหลโยธิน 21
ถนนพหลโยธิน แขวงจตุจักร
เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทร. 092 562 1664
​

PUTUCHON 19 Phaholyothin 21 Rd. Jatujak Bangkok 10900 Tel. 092 562 1664

by แว่นปุถุชน(Putuchon)--OpticsRepublic Proudly created with Wix.com

แว่นปุถุชน optics republic

ผู้ส่งออกเลนส์โปรเกรสซีฟ จำหน่ายตรงถึงผู้ใช้ มีทั้ง เลนส์แบรนด์ต่างประเทศ และเลนส์โปรเกรสซีฟ House Brand คุณภาพสูง คุ้มค่า คุ้มราคากว่า ทำงานโดยทีมงานคุณภาพที่เป็นผู้ชำนาญส่งออกและนำเข้าสินค้าทางวิทยาศาสตร์กว่า 30 ปี ควบคุมการตรวจวัดสายตาโดยนักทัศนมาตรผู้ได้รับใบอนุญาต การจ่ายเลนส์โปรเกรสซีฟโดยนักทัศนมาตร และทีมช่างคุณภาพเชี่ยวชาญเรื่องการเลือกและ Fitting โปรเกรสซีฟ (ใช้เวลา ประมาณ30–45 นาที) รับนัดเท่านั้น ไม่มี Walk in

 

Optics Republic ( putuchon.com) is an optical store that specializing in Progressive lens. We started our business from our experties of being in the business of importing and exporting of Scientific related products, including long shelf life foods, industrial chemicals, lens and contact lens, over 30 years ago.

We have high quality progressive lenses from the international brands as well as the export quality prigressive lens from our House Brand produced at local and as well as international factories. All of our eye exams are done under the supervision of the Optometrist, skilled opticians and refractionist specializing in dispensing Progressive lens.

 

แว่นปุถุชน(Putuchon) --OpticsRepublic 19 ซอยพหลโยธิน 21 แขวงจตจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

19 Phaholyothin21 Rd. Jatujak Bangkok 10900

​

BTS สถานีพหลโยธิน 24 ทางออก 3 เดิน 250 เมตร

อยู่ใกล้ เซนทรัลลาดพร้าว (Central Ladprao) ยูเนียน มอลล์ Union Mall เมเจอร์ รัชโยธิน ( Major Ratchayothin) ตึกช้าง (Elephant Tower) ตึกรสา1 (Rasa1 Tower)

สามารถจอดรถหน้าร้านได้

Tel 092-562-1664 Line: https://lin.ee/9yYnLRI| Messenger: m.me/opticrepublic | www.putuchon.com

เปิดวัดสายตา วันพฤหัสบดี–วันอาทิตย์ 9.00-19.00 น (นัดหมายล่วงหน้า เท่านั้น ไม่รับ Walk in)

4.9 ★ จากรีวิว Google จากลูกค้าผู้ใช้จริง กว่า 200 รายการ  รีวิว (Review)​​

bottom of page