top of page

บทความที่ 223 : เปลี่ยนเลนส์ใหม่ทุกกี่ปี และเมื่อไหร่ควรอัปเกรดรุ่น ไม่ใช่แค่เปลี่ยนค่าสายตา

tbfc1000
11 ต.ค.
ยาว 2 นาที
สรุปสั้น: “ค่าสายตาเท่าเดิม” ไม่ได้แปลว่าเลนส์คู่เดิมยังทำงานเหมือนเดิม ชั้นเคลือบมีอายุที่ถูกกำหนดด้วยฟิสิกส์ของความร้อนและแรงเค้นในชั้นเคลือบ ไม่ใช่ด้วยปฏิทิน และการอัปเกรด “รุ่น” ของเลนส์เป็นการตัดสินใจคนละเรื่องกับการเปลี่ยนค่าสายตา บทความนี้จะให้เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินได้จริง แทนกฎลอย ๆ ว่าต้องเปลี่ยนทุกกี่ปี

คุณไปวัดสายตาประจำปี ผลออกมาว่าค่าเท่าเดิมเป๊ะ พนักงานบอกว่า “งั้นยังไม่ต้องเปลี่ยนครับ” คุณก็โล่งใจ


แต่ตอนขับรถกลับบ้านตอนค่ำ ไฟท้ายรถคันหน้าฟุ้งเป็นแฉกกว่าเมื่อก่อน เช็ดเลนส์แล้วก็ยังไม่ใส เอาส่องไฟดูใกล้ ๆ เห็นรอยแตกละเอียดเป็นตารางบาง ๆ ที่มุมเลนส์


คำถามคือ ตกลงคุณต้องเปลี่ยนเลนส์หรือยัง


เรื่องนี้เหมือนยางรถ ที่คนส่วนใหญ่ดูแต่ดอกยาง แต่ช่างจะดูอายุยางกับสภาพเนื้อยางด้วย เพราะสองอย่างนั้นเสื่อมโดยไม่ต้องรอให้ดอกหมด


เลนส์แว่นก็มีสองมิติแบบเดียวกัน คือ ค่าสายตา กับ สภาพของตัวเลนส์เอง และมิติที่สามที่คนลืมบ่อยที่สุดคือ ความเหมาะสมของรุ่นเลนส์กับชีวิตคุณตอนนี้


ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับคุณ

เพราะ “เปลี่ยนทุก 2 ปี” เป็นตัวเลขที่พูดกันติดปาก แต่ไม่มีหลักฐานกลางรองรับว่าเป็นตัวเลขที่ถูกสำหรับทุกคน


คนที่ทำงานในห้องแอร์และเก็บแว่นในกล่องทุกคืน กับคนที่ขับมอเตอร์ไซค์กลางแดดทุกวันแล้ววางแว่นบนคอนโซลรถ ไม่ควรใช้ตัวเลขเดียวกัน


อ่านจบแล้วคุณจะมีเกณฑ์ของตัวเอง และจะแยกได้ว่าตอนไหนคือ “ต้องเปลี่ยนเลนส์” ตอนไหนคือ “ควรอัปเกรดรุ่น” และตอนไหนคือ “ยังไม่ต้องทำอะไร”


เหตุผลที่ควรเปลี่ยนเลนส์ มีมากกว่าค่าสายตาเปลี่ยน

ลองไล่ห้าข้อนี้กับแว่นคู่ที่ใส่อยู่


1. ค่าสายตาเปลี่ยน — ข้อที่ทุกคนรู้ และเป็นข้อเดียวที่วัดได้จากใบวัดสายตา


2. ชั้นเคลือบกันสะท้อนเสื่อม — อาการที่สังเกตได้คือมองไฟกลางคืนฟุ้งขึ้น คอนทราสต์ตอนกลางคืนแย่ลง เช็ดแล้วไม่ใสเหมือนเดิม หรือเห็นรอยแตกละเอียดเป็นลายตาราง


3. ชั้นเคลือบลอกเป็นวง — เห็นเป็นแผ่นฟิล์มพองหรือหลุดเป็นหย่อม มักเริ่มจากขอบเลนส์


4. ความต้องการใช้งานเปลี่ยน — เปลี่ยนงานมาจ้องจอทั้งวัน เริ่มขับรถกลางคืนบ่อยขึ้น หรือเริ่มต้องอ่านใกล้นานขึ้น เลนส์ที่เหมาะเมื่อสามปีก่อนอาจไม่ใช่เลนส์ที่เหมาะตอนนี้ แม้ค่าสายตาจะเท่าเดิม


5. เปลี่ยนกรอบเป็นทรงที่ต่างจากเดิมมาก — กรอบเล็กลง สูงน้อยลง หรือโค้งรับหน้ามากขึ้น ล้วนเปลี่ยนตำแหน่งที่ตามองผ่านเลนส์


ข้อ 2 ถึง 5 ไม่มีอยู่บนใบวัดสายตาเลย ซึ่งเป็นเหตุผลที่การถามแค่ “ค่าสายตาเปลี่ยนไหม” ตอบคำถามนี้ไม่ได้


อายุของชั้นเคลือบถูกกำหนดด้วยฟิสิกส์ ไม่ใช่ปฏิทิน

นี่คือส่วนที่คนไม่เคยรู้ และมันอธิบายเกือบทุกอย่างเรื่องเลนส์เสื่อม


สาเหตุหลักที่ชั้นเคลือบพัง คือ สัมประสิทธิ์การขยายตัวเมื่อร้อนของเนื้อเลนส์กับของชั้นเคลือบไม่ตรงกัน


พออุณหภูมิเปลี่ยน สองวัสดุขยายตัวไม่เท่ากัน ตรงรอยต่อจึงเกิดแรงเค้น และแรงนั้นสะสมทุกครั้งที่แว่นร้อนแล้วเย็น


ชั้นเคลือบกันสะท้อนเองก็มีแรงเค้นในตัวอยู่แล้ว โดยชั้นที่ทำจาก SiO₂ ให้แรงอัด (โก่งเข้าหาเลนส์) ส่วนชั้น TiO₂ และ ZrO₂ ให้แรงดึง (ดึงออกจากเลนส์)


ผลที่ตามมาคืออาการเสียสองแบบที่หน้าตาไม่เหมือนกัน


อาการ

กลไก

หน้าตา

ลอก (delamination)

แรงอัดมากเกินไป ชั้นเคลือบพองแล้วหลุด

ฟิล์มพองเป็นวง หรือหลุดเป็นหย่อม

ราน (crazing)

แรงดึงเกินความแข็งแรงยึดเหนี่ยว

รอยแตกละเอียดตั้งฉากกันเป็นลายตาราง


ตัวกระตุ้นในชีวิตเมืองร้อนแบบเราตรงไปตรงมามาก — วางแว่นบนคอนโซลรถหรือในช่องเก็บของที่ปิดสนิทตอนจอดตากแดด ล้างด้วยน้ำร้อน โดนไอน้ำหรือไดร์เป่าผม และการใช้กรอบสีดำตากแดด ซึ่งดูดความร้อนได้มากกว่า


ฝั่งสารเคมีก็มีชุดของมันเอง คือน้ำยาที่มีแอมโมเนียหรือแอลกอฮอล์ อะซิโตน สเปรย์จัดแต่งผม ครีมกันแดด และตัวที่คนไทยเจอทุกวันแต่ไม่เคยนึกถึง — เหงื่อ เพราะเกลือกับความเป็นกรดกัดชั้นบนสุดแล้วลามเข้าขอบชั้นกันสะท้อน


แปลว่าเลนส์ที่ “ยังไม่มีรอยขนแมว” ก็อาจกำลังสะสมความเสียหายอยู่ และเลนส์ของคนสองคนที่ตัดวันเดียวกันรุ่นเดียวกัน อาจอายุต่างกันเป็นปี


วัสดุที่คุณเลือกตอนตัด มีผลต่ออายุเลนส์ด้วย

ถ้าการขยายตัวเมื่อร้อนคือต้นตอ วัสดุเนื้อเลนส์ก็คือตัวกำหนดว่าปัญหาจะแรงแค่ไหน


ลำดับการขยายตัวเมื่อร้อนจากมากไปน้อยคือ เลนส์ดัชนีหักเหสูงขยายตัวมากที่สุด ตามด้วย CR-39 และดัชนีกลาง ส่วน โพลีคาร์บอเนตกับ Trivex ขยายตัวน้อยที่สุด


นี่ไม่ได้แปลว่าเลนส์บางเป็นตัวเลือกที่ผิด แต่แปลว่าเมื่อเลือกเลนส์ดัชนีสูงเพื่อความบาง เรากำลังยอมรับว่าชั้นเคลือบจะทำงานอยู่บนพื้นที่ที่ขยับตัวมากกว่า — และนั่นเป็นเหตุผลจริงที่ควรคิดเรื่องชั้นฮาร์ดโค้ตให้ดี เพราะชั้นนั้นทำหน้าที่เป็นกันชนรับการขยายตัวที่ต่างกันระหว่างเนื้อเลนส์กับชั้นกันสะท้อน ไม่ใช่แค่กันรอยอย่างเดียว


ถ้าคุณกำลังรอวัสดุที่ยั่งยืนกว่าเดิมก่อนจะเปลี่ยนเลนส์ ข้อมูลตรงนี้ช่วยตัดสินใจได้ Mitsui Chemicals เจ้าของมอนอเมอร์ดัชนีสูงตระกูล MR (รวมถึง MR-174) ประกาศเมื่อ 26 ก.ย. 2567 ว่าพัฒนาการรีไซเคิลเชิงเคมีของเศษเลนส์ MR กลับเป็นวัสดุเลนส์คุณภาพออปติกเต็มได้ ภายใต้ชื่อ RePLAYER แต่ยังเป็นขั้นนำไปใช้ ไม่ใช่สินค้าเชิงพาณิชย์ ส่วนวัสดุดัชนีสูงจากพืชที่ขายจริงแล้วคือ MR-160DG ซึ่งผ่านการรับรอง biomass — ยังไม่มีรายงานรุ่น 1.67 หรือ 1.74 ที่ทำจากวัสดุชีวภาพในช่วงปี 2566–2569


แปลว่ารอไปก็ยังไม่มีอะไรให้รอในปีนี้


เมื่อไหร่ควรอัปเกรด “รุ่น” ไม่ใช่แค่เปลี่ยนค่า

การเปลี่ยนเลนส์กับการอัปเกรดรุ่นเป็นการตัดสินใจคนละชนิด เพราะรุ่นที่สูงขึ้นไม่ได้ให้ “ความชัดกว่า” แบบเหมารวม แต่ให้การคำนวณที่ใช้ข้อมูลของคุณมากขึ้น


สถานการณ์ที่การอัปเกรดรุ่นสมเหตุสมผลจริง


  • ค่า ADD เพิ่มขึ้น ยิ่งกำลังสำหรับระยะใกล้มาก พื้นที่ที่ต้องบีบให้อยู่ในเลนส์ก็ยิ่งเยอะ งานออกแบบจึงมีผลมากขึ้น

  • เปลี่ยนไปใช้กรอบเล็กหรือกรอบเตี้ย เพราะทางเดินสายตาต้องสั้นลง

  • เปลี่ยนไปใช้กรอบโค้งรับหน้า เพราะแนวแสงเปลี่ยน ต้องใช้ค่าตำแหน่งการสวมใส่มาคำนวณชดเชย

  • เคยใส่โปรเกรสซีฟแล้วปรับตัวไม่ได้ ในกรณีนี้การเปลี่ยนรุ่นมีเหตุผลมากกว่าการสั่งรุ่นเดิมซ้ำ

  • ร้านที่คุณใช้อยู่มีเครื่องวัดที่ละเอียดขึ้นกว่าตอนคุณตัดครั้งก่อน เพราะเลนส์รุ่นสูงบางตัวต้องการค่าที่วัดได้จากเครื่องเท่านั้น


และสถานการณ์ที่การอัปเกรดอาจไม่คุ้ม คือค่าสายตาไม่สูง ไม่มี ADD ใช้กรอบทรงเดิม และใส่เลนส์คู่เดิมได้สบายอยู่แล้ว กรณีนี้เงินก้อนเดียวกันเอาไปลงกับชั้นเคลือบที่ทนกว่า หรือกับเลนส์เปลี่ยนสีสำหรับแดดไทย ให้ความรู้สึกต่างกว่า


ส่วนที่ต้องพูดตรง ๆ

ไม่มีตัวเลขกลางว่าเลนส์มีอายุกี่ปี เราไม่พบมาตรฐานสากลที่กำหนดอายุใช้งานของชั้นเคลือบเลนส์แว่น มาตรฐานที่มีอยู่คือ ISO 8980-5 ซึ่งกำหนดข้อกำหนดขั้นต่ำและวิธีทดสอบสำหรับผิวเลนส์ที่อ้างว่าทนการขัดสี — เป็นเกณฑ์ผ่าน/ไม่ผ่านของสินค้า ไม่ใช่การรับประกันจำนวนปี


ตัวเลขความทนที่เห็นบนโบรชัวร์เป็นของผู้ผลิต เช่น Hoya อ้างว่า Hi-Vision LongLife ทนรอยกว่าถึง 30% และเช็ดง่ายกว่าถึง 75% เทียบกับคู่แข่งที่ไม่ระบุชื่อ พร้อมหมายเหตุของ Hoya เองว่าผลมาจากบริบทการทดสอบที่จำกัด ส่วน Essilor อ้างว่า Crizal Sapphire HR ทนรอยกว่า Crizal Sapphire 360° ถึง 70% ตัวเลขเหล่านี้ใช้ประกอบการตัดสินใจได้ แต่เทียบข้ามแบรนด์ตรง ๆ ไม่ได้ เพราะแต่ละเจ้าทดสอบในเงื่อนไขของตัวเอง


การทดสอบที่อ้างอิงได้จริงมีชื่อของมัน ตัวหลักคือ Bayer abrasion test ตามมาตรฐาน ASTM F735 ซึ่งเทียบค่าฝ้าที่เพิ่มขึ้นของเลนส์ที่เคลือบกับเลนส์ CR-39 ไม่เคลือบ แล้วรายงานเป็นอัตราส่วน โดยในวงการถือว่าค่าตั้งแต่ 4 ขึ้นไปเป็นฮาร์ดโค้ตระดับพรีเมียม


เงื่อนไขประกันชั้นเคลือบต่างกันตามประเทศและตัวแทนจำหน่าย อย่าใช้ข้อมูลจากเว็บต่างประเทศเป็นคำตอบ ให้ถามร้านที่คุณตัดว่าประกันของตัวแทนในไทยครอบคลุมอะไร นานเท่าไหร่ และอาการแบบไหนนับหรือไม่นับ


เอาไปใช้ยังไง

ตรวจเลนส์ตัวเองที่บ้าน 4 ขั้น


  1. ล้างด้วยน้ำเย็นกับสบู่อ่อน ผึ่งให้แห้ง แล้วดูในที่สว่าง — ถ้ายังไม่ใส ปัญหาไม่ใช่ความสกปรก

  2. เอียงเลนส์รับแสงเป็นมุมต่ำ ๆ มองหารอยแตกละเอียดเป็นลายตาราง (ราน) และแผ่นฟิล์มพองเป็นวง (ลอก)

  3. ส่องดูขอบเลนส์รอบ ๆ เพราะชั้นเคลือบมักเริ่มเสียจากขอบ

  4. ทดสอบกลางคืนจริง — มองไฟท้ายรถหรือไฟถนน เทียบกับความรู้สึกเมื่อตอนเลนส์ใหม่


คำถามที่ควรถามร้าน


  • “ดูจากสภาพเลนส์คู่นี้ ปัญหาอยู่ที่ชั้นเคลือบหรือที่เนื้อเลนส์”

  • “ถ้าเปลี่ยนเลนส์ในกรอบเดิมได้ กรอบนี้ยังรับเลนส์ใหม่ไหว หรือควรเปลี่ยนพร้อมกัน”

  • “ค่าสายตาเท่าเดิม แต่ผมใช้ชีวิตเปลี่ยนไป รุ่นเดิมยังเหมาะอยู่ไหม”

  • “ประกันชั้นเคลือบของตัวแทนในไทยครอบคลุมอาการรานและลอกหรือไม่”


สรุปให้

  • “ค่าสายตาเท่าเดิม” ไม่ใช่คำตอบว่าไม่ต้องเปลี่ยนเลนส์ เพราะอีกสี่เหตุผล — ชั้นเคลือบเสื่อม ชั้นเคลือบลอก การใช้งานเปลี่ยน และกรอบเปลี่ยนทรง — ไม่ปรากฏบนใบวัดสายตา

  • ชั้นเคลือบพังเพราะการขยายตัวเมื่อร้อนที่ไม่ตรงกัน แรงอัดทำให้ลอก แรงดึงทำให้ราน และตัวกระตุ้นหลักคือความร้อนจากรถที่จอดตากแดด น้ำร้อน ไอน้ำ รวมถึงสารเคมีและเหงื่อ

  • เลนส์ดัชนีหักเหสูงขยายตัวมากที่สุด โพลีคาร์บอเนตกับ Trivex น้อยที่สุด ดังนั้นการเลือกวัสดุมีผลต่ออายุชั้นเคลือบจริง

  • การอัปเกรดรุ่นคุ้มเมื่อมีเหตุผลเชิงเทคนิครองรับ เช่น ADD เพิ่ม เปลี่ยนไปใช้กรอบเล็กหรือกรอบโค้ง หรือเคยปรับตัวกับโปรเกรสซีฟไม่ได้

  • ไม่มีตัวเลขกลางว่าเลนส์อยู่ได้กี่ปี ISO 8980-5 เป็นเกณฑ์ผ่าน/ไม่ผ่านของผิวเลนส์ ไม่ใช่การรับประกันอายุ และตัวเลขความทนบนโบรชัวร์เป็นผลการทดสอบของผู้ผลิตเอง


แหล่งอ้างอิง


อ่านต่อ

หน้าหลักที่เกี่ยวข้อง


บทความที่เกี่ยวข้อง

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
บทความที่ 222 : อ่านใบวัดสายตาของตัวเอง: SPH, CYL, AXIS, ADD, PD และปริซึม

ใบวัดสายตาคือกระดาษที่บอก “ตาคุณต้องการกำลังแก้เท่าไหร่” ไม่ใช่ใบสั่งเลนส์ SPH บอกกำลังหลักและเครื่องหมายบวกลบบอกทิศทางของปัญหา CYL กับ AXIS

 
 
 
บทความที่ 221 : ค่าสายตาสองข้างต่างกันมาก: ทำไมเลนส์ธรรมดาใส่ไม่สบาย

ถ้าค่าสายตาสองข้างของคุณต่างกันหลายขั้น — ภาวะที่เรียกว่า anisometropia (ภาวะค่าสายตาสองข้างไม่เท่ากัน) — ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ “ข้างหนึ่งชั

 
 
 
บทความที่ 220 : เลนส์ corridor สั้นกับกรอบเล็ก: ข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนเลือกกรอบ

เลนส์โปรเกรสซีฟทุกตัวมี corridor (ทางเดินสายตา คือแถบแคบ ๆ ที่ค่าสายตาค่อย ๆ เปลี่ยนจากไกลไปใกล้) และ corridor มี “ความยาว” เป็นมิลลิเมตร ZE

 
 
 

ความคิดเห็น


แว่นปุถุชน โปรเกรสซีฟ
โปรเกรสซีฟ @แว่นปุถุชน  เลนส์ แว่นตา สายตายาว  ควบคุม โดยนักทัศนมาตร และผู้เชี่ยวชาญด้านโปรเกรสซีฟ โดยตรง  ร้านแว่นตา ราคาดี
แว่นปุถุชน โปรเกรสซีฟ
​ร้านแว่นปุถุชน
เลขที่ 19 ซอยพหลโยธิน 21
ถนนพหลโยธิน แขวงจตุจักร
เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทร. 092 562 1664
​

PUTUCHON 19 Phaholyothin 21 Rd. Jatujak Bangkok 10900 Tel. 092 562 1664

by แว่นปุถุชน(Putuchon)--OpticsRepublic Proudly created with Wix.com

แว่นปุถุชน optics republic

ผู้ส่งออกเลนส์โปรเกรสซีฟ จำหน่ายตรงถึงผู้ใช้ มีทั้ง เลนส์แบรนด์ต่างประเทศ และเลนส์โปรเกรสซีฟ House Brand คุณภาพสูง คุ้มค่า คุ้มราคากว่า ทำงานโดยทีมงานคุณภาพที่เป็นผู้ชำนาญส่งออกและนำเข้าสินค้าทางวิทยาศาสตร์กว่า 30 ปี ควบคุมการตรวจวัดสายตาโดยนักทัศนมาตรผู้ได้รับใบอนุญาต การจ่ายเลนส์โปรเกรสซีฟโดยนักทัศนมาตร และทีมช่างคุณภาพเชี่ยวชาญเรื่องการเลือกและ Fitting โปรเกรสซีฟ (ใช้เวลา ประมาณ30–45 นาที) รับนัดเท่านั้น ไม่มี Walk in

 

Optics Republic ( putuchon.com) is an optical store that specializing in Progressive lens. We started our business from our experties of being in the business of importing and exporting of Scientific related products, including long shelf life foods, industrial chemicals, lens and contact lens, over 30 years ago.

We have high quality progressive lenses from the international brands as well as the export quality prigressive lens from our House Brand produced at local and as well as international factories. All of our eye exams are done under the supervision of the Optometrist, skilled opticians and refractionist specializing in dispensing Progressive lens.

 

แว่นปุถุชน(Putuchon) --OpticsRepublic 19 ซอยพหลโยธิน 21 แขวงจตจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

19 Phaholyothin21 Rd. Jatujak Bangkok 10900

​

BTS สถานีพหลโยธิน 24 ทางออก 3 เดิน 250 เมตร

อยู่ใกล้ เซนทรัลลาดพร้าว (Central Ladprao) ยูเนียน มอลล์ Union Mall เมเจอร์ รัชโยธิน ( Major Ratchayothin) ตึกช้าง (Elephant Tower) ตึกรสา1 (Rasa1 Tower)

สามารถจอดรถหน้าร้านได้

Tel 092-562-1664 Line: https://lin.ee/9yYnLRI| Messenger: m.me/opticrepublic | www.putuchon.com

เปิดวัดสายตา วันพฤหัสบดี–วันอาทิตย์ 9.00-19.00 น (นัดหมายล่วงหน้า เท่านั้น ไม่รับ Walk in)

4.9 ★ จากรีวิว Google จากลูกค้าผู้ใช้จริง กว่า 200 รายการ  รีวิว (Review)​​

bottom of page