top of page

ราคาเลนส์โปรเกรสซีฟ — จ่ายเท่าไร ได้อะไรเพิ่ม

เลนส์โปรเกรสซีฟที่แว่นปุถุชน เริ่มต้นที่ 5,900 บาท (เฉพาะเลนส์) มีตั้งแต่ระดับมาตรฐาน ไปจนถึงระดับที่ออกแบบเฉพาะบุคคล ส่วนกรอบแว่นแยกต่างหาก เริ่มต้นที่ 3,000 บาท หรือจะนำกรอบเดิมของคุณมาประกอบก็ได้

เราแยกราคาเลนส์กับกรอบให้ชัดเจน เพราะสองอย่างนี้ทำหน้าที่ต่างกัน และคุณควรรู้ว่ากำลังจ่ายค่าอะไรอยู่

แว่นปุถุชนไม่ใช่ร้านแว่นโปรเกรสซีฟที่ถูกที่สุด และไม่ได้ตั้งใจจะเป็น สิ่งที่เราทำคือนำเลนส์คุณภาพระดับส่งออกมาเสนอในราคาที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ เพราะเราเป็นผู้ส่งออกเลนส์โดยตรง จึงไม่มีต้นทุนคนกลางหลายชั้น และไม่มีค่าเช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้าที่ต้องผลักมาเป็นค่าเลนส์ของคุณ

แต่ราคาไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียว เลนส์ที่แพงกว่าควรมีเหตุผลว่าทำไมคุณต้องจ่ายเพิ่ม และถ้าไม่มีเหตุผลนั้น เลนส์ระดับเริ่มต้นที่วัดสายตาอย่างถูกต้อง ก็ใช้งานได้ดีกว่าเลนส์ราคาแพงที่วัดมาไม่แม่นยำ

ด้านล่างนี้คือระดับของเลนส์โปรเกรสซีฟทั้ง 5 ระดับ และสิ่งที่คุณได้เพิ่มในแต่ละระดับ เพื่อให้คุณตัดสินใจได้เองว่าควรจ่ายเพิ่มตรงไหน

เลนส์โปรเกรสซีพ 
(Progressive Lens)

เลนส์โปรเกรสซีฟ (Progressive Lens) คืออะไร

 

คือเลนส์ไร้รอยต่อที่มองได้หลายระยะ เป็นเลนส์ที่สามารถปรับให้มีค่าสายตาหลายๆ ค่าในแต่ละจุดที่มองได้ภายในเลนส์เดียวกัน โดยไม่เห็นรอยต่อชัดเจน ให้ความสบายตาเมื่อสวมใส่เหมือนเลนส์ชั้นเดียว แต่สามารถแก้ปัญหาสายตาสั้นและสายตายาวได้ในคราวเดียวกัน เลนส์โปรเกรสซีฟนี้จะเหมาะกับคนที่อายุปลาย 30 หรือตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป เนื่องจากผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปนั้นมักจะมีปัญหาเรื่องสายตายาวตามวัย (Presbyopia) ทำให้เริ่มมองใกล้ไม่ชัด ต้องยืดแขนออกไปมากขึ้นเรื่อย ๆ เวลาอ่านหนังสือ หากมองใกล้นาน ๆ ตาจะเริ่มล้า และทำให้ปวดตา

 

Eye Trial Frame.  Precision and practicality

เลนส์โปรเกรสซีฟ: แบรนด์ต่างประเทศ

เข้าใจระดับรุ่นและเทคโนโลยี ก่อนตัดสินใจว่าควรจ่ายเพิ่มตรงไหน

 

ถ้าคุณเคยเดินเข้าไปในร้านแว่นแล้วเจอชื่ออย่าง Varilux, SmartLife, Hoyalux, Presio, B.I.G. หรือ Autograph คุณอาจเคยสงสัยว่า...

ทั้งหมดนี้ต่างกันอย่างไร?

และคำถามที่ยากยิ่งกว่าคือ

เลนส์ราคา 10,000 บาท กับ 40,000–50,000 บาท ต่างกันตรงไหน ทั้งที่เรียกว่า “เลนส์โปรเกรสซีฟ” เหมือนกัน

คำตอบไม่ได้อยู่ที่ชื่อแบรนด์เพียงอย่างเดียว

เพราะหัวใจของเลนส์โปรเกรสซีฟอยู่ที่ว่า เลนส์รู้จักผู้สวมใส่มากแค่ไหน ก่อนที่จะถูกคำนวณและผลิตออกมา

เลนส์ระดับเริ่มต้นอาจรู้เพียงค่าสายตา

ขณะที่เลนส์ระดับสูงขึ้นอาจนำข้อมูลเรื่องการใช้สายตา ตำแหน่งกรอบ มุมของแว่น ระยะจากเลนส์ถึงดวงตา การทำงานร่วมกันของตาสองข้าง หรือแม้แต่ข้อมูลเฉพาะของดวงตาแต่ละคนเข้ามาคำนวณร่วมด้วย

เราจึงไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า

“แบรนด์ไหนดีที่สุด?”

แต่จะพยายามตอบคำถามที่มีประโยชน์กว่านั้นว่า

“เมื่อคุณจ่ายเพิ่มในแต่ละระดับ คุณกำลังจ่ายเพื่ออะไร?”

อย่าเทียบ “ชื่อรุ่น” ให้เทียบ “ระดับของการออกแบบ”

ปัญหาอย่างหนึ่งของตลาดเลนส์โปรเกรสซีฟคือ แต่ละแบรนด์ตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ของตัวเอง

แบรนด์หนึ่งอาจเรียก Premium
อีกแบรนด์ใช้ชื่อ Lifestyle
อีกรายใช้ SmartLife, Presio หรือ Autograph

ดังนั้นถ้าเรานำชื่อรุ่นมาเปรียบเทียบกันตรง ๆ บางครั้งเราอาจกำลังเปรียบเทียบเลนส์คนละระดับโดยไม่รู้ตัว

อาจกล่าวได้ว่าเลนส์แบ่งออกเป็น 5 ระดับตามวิธีที่ถูกนำไปใช้ในการคำนวณค่าเลนส์

  1. Standard

  2. Premium

  3. Personalized

  4. Precision

  5. Pinnacle

แต่ละแบรนด์ใช้ชื่อระดับไม่เหมือนกัน ดังนั้น 5 ระดับด้านบนจึงนำมาเป็นเพียงกรอบสำหรับช่วยเปรียบเทียบเทคโนโลยีข้ามแบรนด์

หลักคิดง่ายมาก:

ยิ่งระบบรู้จักดวงตา กรอบ และพฤติกรรมของผู้สวมใส่ละเอียดมากขึ้นเท่าไร เลนส์ก็ยิ่งมีข้อมูลสำหรับออกแบบให้เฉพาะกับคนนั้นมากขึ้นเท่านั้น

 ระดับของเลนส์โปรเกรสซีฟ

เลนส์โปรเกรสซีฟทุกแบรนด์แบ่งเป็นระดับเหมือนกัน แต่เรียกชื่อไม่เหมือนกัน เวลาลูกค้าเทียบสองแบรนด์จึงเทียบไม่ได้จริง

เราจึงจัดใหม่โดยใช้เกณฑ์เดียว คือเลนส์ชิ้นนั้นถูกคำนวณจากข้อมูลอะไรบ้าง

หลักคิดง่าย ๆ คือ ยิ่งโรงงานรู้จักผู้สวมใส่มากเท่าไร เลนส์ก็ยิ่งถูกออกแบบมาให้ตรงกับคนคนนั้นมากเท่านั้น เลนส์ระดับล่างสุดรู้เพียงค่าสายตา ส่วนเลนส์ระดับบนสุดรู้ทั้งกรอบที่ใส่ ระยะที่ใช้สายตาจริง และรูปร่างของดวงตา

แต่ละระดับสะสมขึ้นไป ระดับที่สูงกว่ามีทุกอย่างที่ระดับล่างมี บวกข้อมูลที่ต้องวัดเพิ่ม

รุ่นจริงของแต่ละแบรนด์ในแต่ละระดับ

ราคาด้านล่างเป็นราคาเริ่มต้น เป็นบาท เฉพาะเลนส์ ไม่รวมกรอบ รวบรวมจากร้านในตลาดที่ประกาศราคาต่อรุ่น

LensPriceFillIn.jpg
5LevelsofLens1.jpeg
ระดับ 1 — Standard--House Brand แว่นปุถุชน เริ่มต้นที่ 5900บ

รู้จัก “ค่าสายตา” ของคุณ

เป็นโครงสร้างระดับเริ่มต้น ใช้ค่าสายตาเป็นข้อมูลหลักในการออกแบบ และมักเป็นโครงสร้างมาตรฐานที่ใช้หลักการเดียวกันกับผู้สวมใส่จำนวนมาก

เหมาะกับผู้ที่เพิ่งเริ่มใช้โปรเกรสซีฟ ค่าสายตาไม่ซับซ้อน และต้องการเริ่มต้นในงบประมาณที่ไม่สูงมาก

ข้อจำกัดคือพื้นที่มองกลางและมองใกล้อาจแคบกว่าเลนส์ระดับสูง จึงต้องเรียนรู้การหันศีรษะหรือหาตำแหน่งมองมากขึ้น

ระดับ 2 — Premium--House Brand แว่นปุถุชน เริ่มต้นที่ 9900บ

จาก “เลนส์สำเร็จรูป” สู่การขึ้นรูปที่ละเอียดขึ้น

ในระดับนี้เริ่มมีการใช้เทคโนโลยี Freeform หรือการขึ้นรูปผิวเลนส์ด้วยเครื่องที่มีความละเอียดมากขึ้น

ผลคือผู้ผลิตสามารถควบคุมพื้นที่ใช้งานของเลนส์ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะทางเดินสายตาจากไกลไปกลางและใกล้

เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการพื้นที่ใช้งานกว้างและความสบายมากกว่ารุ่นเริ่มต้น

แต่ยังไม่ได้หมายความว่าเลนส์จะถูกคำนวณจากกรอบจริงหรือพฤติกรรมของผู้สวมใส่ทุกคน

ระดับ 3 — Personalized-House Brand แว่นปุถุชน เริ่มต้นที่ 12900บ

เริ่มรู้แล้วว่า “คุณใช้สายตาอย่างไร”

จากค่าสายตาเพียงอย่างเดียว ระบบเริ่มนำข้อมูลเพิ่มเติมเข้ามา เช่น

  • ระยะอ่านหนังสือ

  • ระยะหน้าจอ

  • พฤติกรรมการใช้สายตา

  • รวมถึงการทำงานร่วมกันของตาสองข้างในบางเทคโนโลยี

ระดับนี้จึงน่าสนใจสำหรับคนทำงานหน้าจอ คนที่ต้องสลับมองหลายระยะตลอดวัน หรือคนที่พบว่า “เห็นชัด” อย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องการความสบายในการใช้งานต่อเนื่องด้วย

ระดับ 4 — Precision--House Brand แว่นปุถุชน เริ่มต้นที่ 16900บ

ไม่ได้รู้แค่ดวงตา แต่รู้ว่า “แว่นอยู่บนหน้าอย่างไร”

ระดับนี้เริ่มนำค่าของกรอบจริงเข้ามาคำนวณด้วย เช่น

มุมเทของกรอบ

ความโค้งหน้าแว่น

ระยะจากเลนส์ถึงดวงตา

ตำแหน่งที่กรอบอยู่บนใบหน้า

ข้อมูลเหล่านี้สำคัญเพราะเลนส์ไม่ได้ทำงานอยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์

มันทำงานตอนที่ถูกใส่อยู่บนหน้าของคุณ

จึงเหมาะกับผู้ที่มีค่าสายตาสูง ใช้กรอบทรงเฉพาะ หรือเคยใช้โปรเกรสซีฟแล้วรู้สึกไม่สบายตา

ระดับ 5 — Pinnacle--House Brand แว่นปุถุชน เริ่มต้นที่ 20900บ

จากการทำ “เลนส์ตามค่าสายตา” สู่ “เลนส์สำหรับคนคนนั้น”

ระดับบนสุดของการจัดหมวดหมู่นี้เพิ่มข้อมูลเฉพาะบุคคลเข้าไปอีก

  • บางแบรนด์พิจารณาพฤติกรรมการกวาดสายตา

  • บางแบรนด์วัดโครงสร้างหรือลักษณะของดวงตา

  • บางรายสร้างแบบจำลองจากข้อมูลการมองและการสวมใส่หลายชุดร่วมกัน

จุดสำคัญคือเราไม่ได้กำลังบอกว่า Pinnacle เหมาะกับทุกคน

เพราะถ้าค่าสายตาไม่ซับซ้อน และรูปแบบการใช้ชีวิตไม่ได้ต้องการเทคโนโลยีเหล่านี้ การขยับขึ้นไประดับสูงสุดอาจไม่ได้สร้างประโยชน์ในสัดส่วนเดียวกับเงินที่เพิ่มขึ้น

เลนส์แพงขึ้น จึงไม่ได้แปลว่าเหมาะขึ้นโดยอัตโนมัติ

เลนส์ระดับเดียวกันของแต่ละแบรนด์ มีอะไรบ้าง?

จากข้อมูลตลาดที่รวบรวม สามารถนำรุ่นของ 6 แบรนด์มาวางเทียบตามระดับการออกแบบข้างต้นได้ ได้แก่

Essilor · HOYA · Nikon · ZEISS · Shamir · Rodenstock

สิ่งสำคัญคือตารางนี้เป็น การจัดกลุ่มเพื่อช่วยเปรียบเทียบเทคโนโลยี ไม่ใช่การแบ่งระดับอย่างเป็นทางการร่วมกันของผู้ผลิตทุกแบรนด์ ชื่อรุ่นและผลิตภัณฑ์อาจเปลี่ยนตามตลาดและช่วงเวลา จึงควรตรวจสอบกับตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยอีกครั้งก่อนสั่งซื้อ ส่วนราคาก็เช่นเดียวกัน ตลาดเลนส์ในประเทศไทยไม่มีราคากลางตายตัว ร้านต่าง ๆ อาจตั้งราคาโปรโมชั่น ส่วนลด หรือแพ็กเกจต่างกัน จึงควรใช้ราคาเป็น ข้อมูลอ้างอิงประกอบการเปรียบเทียบ ไม่ใช่ราคามาตรฐานของผู้ผลิต

6 แบรนด์ใหญ่ ต่างกันที่ “วิธีคิด” มากกว่าที่โลโก้

 

ถ้ามองให้ลึกกว่าโฆษณา จะพบเรื่องที่น่าสนใจมาก

ทุกบริษัทกำลังพยายามแก้โจทย์เดียวกันคือ

“จะทำอย่างไรให้เลนส์หนึ่งชิ้นมองไกล กลาง และใกล้ได้ โดยรบกวนการมองให้น้อยที่สุด?”

แต่แต่ละบริษัทเลือกตอบโจทย์นี้ต่างกัน

1. Essilor — จาก Varilux สู่การศึกษาว่า “มนุษย์มองอย่างไร”

ชื่อ Varilux มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ของเลนส์โปรเกรสซีฟ เพราะเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ทำให้โปรเกรสซีฟประสบความสำเร็จในตลาดตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1950

ข้อดีอย่างหนึ่งของโครงสร้างผลิตภัณฑ์ Essilor คือสามารถมองเป็นบันไดจากรุ่นเริ่มต้นขึ้นไปหารุ่นสูงได้ค่อนข้างชัด

จากระดับเริ่มต้นอย่าง Varilux Start ขยับขึ้นไปยัง Varilux Liberty และ Varilux Comfort ก่อนเข้าสู่ระดับอย่าง Varilux Physio และกลุ่ม XR Series

สิ่งที่น่าสนใจในกลุ่มบนคือแนวคิดไม่ได้หยุดอยู่แค่การวัดว่าตาคุณมีค่าสายตาเท่าไร

แต่พยายามศึกษาว่า มนุษย์กวาดสายตาและขยับศีรษะอย่างไรในชีวิตจริง

ลองนึกภาพการออกแบบบันได

วิธีหนึ่งคือวัดแค่ความสูงของพื้นแล้วกำหนดจำนวนขั้น

อีกวิธีคือดูด้วยว่า คนจริง ๆ เดินขึ้นบันไดอย่างไร

แนวคิดของการใช้ข้อมูลพฤติกรรมก็คล้ายกัน

ข้อมูลการมองถูกนำมาช่วยกำหนดว่าพื้นที่ต่าง ๆ ของเลนส์ควรถูกจัดวางอย่างไร เพื่อให้สัมพันธ์กับพฤติกรรมของผู้ใช้มากขึ้น

อีกเรื่องที่มักสับสนคือ Crizal

Crizal เป็นชื่อในกลุ่มเทคโนโลยี การเคลือบผิวเลนส์ ไม่ใช่ชื่อระดับของโครงสร้างโปรเกรสซีฟโดยตรง

ดังนั้นอย่านำ “ชื่อ Coating” ไปเปรียบเทียบกับ “ชื่อ Progressive Design” เพราะเป็นคนละเรื่องกัน

2. ZEISS — ก่อนคำนวณเลนส์ ต้องรู้ก่อนว่าแว่นอยู่ตรงไหน

แนวคิดเด่นของ ZEISS คือการให้ความสำคัญกับ ข้อมูลการวัดและ Position of Wear

เพราะคนสองคนอาจมีค่าสายตาใกล้เคียงกัน แต่เมื่อเลือกกรอบคนละแบบ ตำแหน่งของเลนส์เมื่ออยู่หน้าดวงตาก็เปลี่ยนไป

  • กรอบอาจเอียงต่างกัน

  • โค้งต่างกัน

  • อยู่ห่างจากดวงตาต่างกัน

ทั้งหมดนี้สามารถถูกนำมาประกอบการคำนวณในเลนส์ระดับสูง

กลุ่ม SmartLife ถูกวางแนวคิดให้รองรับรูปแบบชีวิตสมัยใหม่ที่ต้องเปลี่ยนการมองระหว่างหลายระยะและใช้อุปกรณ์ดิจิทัลบ่อย

ผลิตภัณฑ์ในตระกูลปัจจุบันมีการแบ่งระดับอย่าง SmartLife Pure, Plus, Superb และ Individual ตามระดับการปรับแต่ง

อีกแนวคิดหนึ่งของ ZEISS คือการนำพฤติกรรมของรูม่านตาและอายุเข้ามาพิจารณาในบางเทคโนโลยี เพราะรูม่านตาของคนเราไม่ได้มีขนาดเท่าเดิมตลอดเวลา

กลางวันกับกลางคืนไม่เหมือนกัน

และดวงตาของคนอายุ 40 กับ 60 ปีก็ไม่ได้ตอบสนองต่อแสงเหมือนกันทั้งหมด

จึงเป็นตัวอย่างที่ดีว่า การออกแบบเลนส์สมัยใหม่กำลังขยับจาก “ค่าสายตา” ไปสู่ “สภาพจริงที่คนใช้สายตา”

3. HOYA — เมื่อเลนส์สองข้างต้องทำงานเป็น “ทีมเดียวกัน”

HOYA มีแนวคิดเด่นเรื่อง Integrated Double Surface Design และการคำนวณการมองของตาสองข้าง

แทนที่จะให้การไล่กำลังทั้งหมดเกิดอยู่บนผิวใดผิวหนึ่งเพียงอย่างเดียว เทคโนโลยีในกลุ่ม iD สามารถกระจายหน้าที่การออกแบบระหว่างผิวด้านหน้าและด้านหลังของเลนส์

ข้อดีคือมีอิสระในการจัดพื้นที่ของเลนส์มากขึ้น

อีกเรื่องที่สำคัญมากคือ Binocular Vision

มนุษย์ไม่ได้มองโลกด้วยตาทีละข้าง

สมองรับภาพจากตาขวาและตาซ้ายแล้วนำมารวมกัน

ถ้าตาสองข้างมีค่าสายตาต่างกันมาก การใช้โครงสร้างที่เหมือนกันทุกอย่างแล้วเพียงเปลี่ยนกำลังเลนส์ อาจไม่ใช่คำตอบที่เหมาะที่สุดในทุกกรณี

เลนส์ระดับสูงของ HOYA จึงมีเทคโนโลยีที่พยายามสร้างสมดุลระหว่างภาพจากตาสองข้าง และนำข้อมูล Lifestyle เข้ามาช่วยในการออกแบบ

กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่พบในตลาดประกอบด้วยตระกูลอย่าง LifeStyle, MyStyle และ MySelf

หลักคิดของแบรนด์นี้จึงสรุปง่าย ๆ ได้ว่า

ไม่ได้ออกแบบแค่ “เลนส์ขวา” และ “เลนส์ซ้าย” แต่พยายามออกแบบให้สองข้างทำงานร่วมกัน

4. Nikon — ยิ่งระบบรับข้อมูลได้มาก ยิ่งมีพื้นที่สำหรับการปรับแต่ง

Nikon มีประวัติในอุตสาหกรรมเลนส์สายตายาวนาน และปัจจุบันธุรกิจเลนส์แว่นตาดำเนินผ่านความร่วมมือระหว่าง Nikon กับกลุ่ม Essilor

กลุ่มโปรเกรสซีฟที่พบในตลาดมีตั้งแต่ตระกูล Presio ไปจนถึง SeeMax

แนวคิดที่น่าสนใจของ Nikon คือระบบคำนวณที่สามารถรับข้อมูลจำนวนมากเกี่ยวกับผู้สวมใส่เข้ามาประกอบกัน

ไม่ได้มีเฉพาะค่าสายตา แต่รวมถึงค่าของกรอบและการสวมใส่ในรุ่นที่รองรับ

อีกจุดหนึ่งที่มีผลในชีวิตจริงคือผลิตภัณฑ์บางระดับรองรับวัสดุเลนส์ย่อบางได้กว้าง ทำให้เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่มีค่าสายตาสูงและต้องการลดความหนาของเลนส์

อย่างไรก็ตาม การเลือกระดับ Index ต้องดูค่าสายตา กรอบ และข้อจำกัดของแต่ละรุ่นร่วมกัน ไม่ใช่เลือกตัวเลข Index สูงที่สุดโดยอัตโนมัติ

5. Rodenstock — ถ้าเราไม่ใช้ “ดวงตามาตรฐาน” แต่เริ่มจากดวงตาของคนจริงล่ะ?

นี่คือแนวคิดที่ทำให้ Rodenstock แตกต่างจากหลายแบรนด์

การคำนวณเลนส์แบบดั้งเดิมจำเป็นต้องใช้แบบจำลองดวงตามาตรฐานเป็นฐานในการคำนวณ

แต่ Rodenstock พัฒนาแนวทาง B.I.G. — Biometric Intelligent Glasses ซึ่งพยายามนำข้อมูลเฉพาะของดวงตาผู้สวมใส่เข้ามาใช้มากขึ้น

แนวคิดนี้เปรียบเทียบง่าย ๆ กับการตัดเสื้อ

แบบแรกคือดูส่วนสูงและน้ำหนัก แล้วเลือกไซส์ใกล้เคียง

อีกแบบคือ วัดตัวจริงก่อนตัด

สิ่งสำคัญที่ผู้ซื้อควรเข้าใจคือ ระดับของข้อมูลที่ถูกนำไปใช้ขึ้นอยู่กับทั้งรุ่นของเลนส์และเครื่องมือที่ร้านนั้นมี

ถ้าระบบต้องการข้อมูลจากเครื่องวัดเฉพาะ แต่ร้านไม่ได้วัดข้อมูลนั้น ก็ไม่ควรเข้าใจว่าเรากำลังได้รับการ Personalize ในระดับเดียวกับกรณีที่มีการวัดจริงครบถ้วน

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเวลาเลือกเลนส์ระดับสูง

คำถามไม่ควรมีแค่ว่า “เลนส์รุ่นอะไร?”

แต่ควรถามเพิ่มด้วยว่า

“ร้านวัดข้อมูลอะไรให้เราบ้าง?”

6. Shamir — เมื่อคอมพิวเตอร์ช่วยจำลองว่า “แสงจะเดินทางอย่างไร”

Shamir มีพื้นฐานที่แข็งแรงด้านการออกแบบเลนส์ด้วยระบบคำนวณ และมีผลิตภัณฑ์ที่แยกตามกิจกรรมค่อนข้างหลากหลาย

นอกจาก Progressive สำหรับชีวิตทั่วไป ยังพบแนวคิดที่เจาะไปยังการใช้งาน เช่น งานระยะใกล้ กีฬา หรือการขับรถ

ในกลุ่ม Progressive มีตระกูลอย่าง FirstPAL, Spectrum+ และ Autograph

สิ่งที่น่าสนใจคือระบบการออกแบบของ Shamir ใช้การจำลองเส้นทางแสงร่วมกับการคำนวณโครงสร้างเลนส์

ลองคิดเหมือนการสร้างเครื่องบิน แทนที่จะสร้างต้นแบบจริงหลายร้อยชิ้นแล้วทดลองทีละอัน วิศวกรสามารถจำลองการไหลของอากาศในคอมพิวเตอร์ก่อน การออกแบบเลนส์ก็มีหลักคิดคล้ายกัน ระบบสามารถจำลองว่าแสงจากมุมต่าง ๆ เมื่อผ่านโครงสร้างเลนส์แล้วจะเดินทางไปอย่างไร ก่อนจะเลือกหรือสร้างโครงสร้างที่เหมาะสมขึ้นมา

จุดเด่นอีกอย่างคือการทำเลนส์สำหรับพฤติกรรมหรือกิจกรรมเฉพาะ ซึ่งเหมาะกับแนวคิดใหม่ของตลาดที่ว่า

เราไม่จำเป็นต้องมี Progressive Design เดียวสำหรับมนุษย์ทุกคน

AnatomyofProgressiveLens1.jpg

ยังไม่แน่ใจว่าควรใช้เลนส์ระดับไหน
ปรึกษาเรื่องเลนส์โปรเกรสซีฟ

LINE: @802opcpm

Messenger: M.me/WanPutuchon

โทร. 092 562 1664

ยินดีตอบคำถามก่อนการตัดสินใจ

แว่นปุถุชน โปรเกรสซีฟ
แว่นปุถุชน โปรเกรสซีฟ
โปรเกรสซีฟ @แว่นปุถุชน  เลนส์ แว่นตา สายตายาว  ควบคุม โดยนักทัศนมาตร และผู้เชี่ยวชาญด้านโปรเกรสซีฟ โดยตรง  ร้านแว่นตา ราคาดี

ไม่มีแบรนด์ไหนเอาชนะ “กฎฟิสิกส์” ได้ทั้งหมด

มาถึงเรื่องที่สำคัญที่สุด และเป็นเรื่องที่คนซื้อโปรเกรสซีฟควรรู้

  • ไม่ว่าเลนส์จะราคา 6,000 บาท

  • 30,000 บาท

  • หรือมากกว่านั้น

เลนส์โปรเกรสซีฟทุกตัวมีข้อจำกัดทางกายภาพ

เหตุผลมาจากสิ่งที่ทำให้มันเป็น Progressive Lens นั่นเอง

เลนส์ต้องค่อย ๆ เปลี่ยนกำลังจากส่วนบนลงมาส่วนล่าง เพื่อให้เรามองจากระยะไกลเข้าสู่ระยะใกล้ได้ต่อเนื่อง

ผลข้างเคียงคือบริเวณด้านข้างของทางเดินสายตาจะเกิด Peripheral Distortion หรือพื้นที่ภาพบิดเบือน

นี่ไม่ใช่ “ข้อผิดพลาดในการผลิต”

แต่เป็นผลจากธรรมชาติของการไล่กำลังบนพื้นผิวเลนส์

ดังนั้นคำโฆษณาประเภท

“ไม่มีภาพบิดเบือนเลย”

ควรถูกตั้งคำถาม

เพราะสิ่งที่เทคโนโลยีทำได้จริง ไม่ใช่การทำให้กฎฟิสิกส์หายไป

แต่คือ

จัดการว่าพื้นที่บิดเบือนจะอยู่ตรงไหน กระจายอย่างไร และเหลือพื้นที่ชัดให้เราใช้งานมากแค่ไหน

ลองนึกถึงพรมหนึ่งผืน

ถ้าพื้นห้องใหญ่ขึ้นแต่พรมยังมีพื้นที่เท่าเดิม การดึงพรมไปคลุมด้านหนึ่งมากขึ้น ย่อมทำให้อีกส่วนเปลี่ยนไป

Progressive Design ก็มี Trade-off ลักษณะคล้ายกัน

  • เพิ่มพื้นที่กลาง

  • เพิ่มพื้นที่ใกล้

  • ลดความรู้สึกว่ายด้านข้าง

วิศวกรต้องหาจุดสมดุลให้เหมาะกับสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการมากที่สุด

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วคาดหวังว่าเราจะเลือกผู้ชนะหนึ่งแบรนด์ คำตอบอาจน่าผิดหวังเล็กน้อย

ไม่มีแบรนด์เดียวที่เหมาะกับทุกคน

เพราะแต่ละบริษัทมี “วิธีคิด” ที่ต่างกัน

Essilor ให้ความสำคัญกับพฤติกรรมการมองและการเคลื่อนไหวของผู้ใช้ในเทคโนโลยีระดับสูง

ZEISS ให้ความสำคัญกับข้อมูลการสวมใส่ กรอบ และสภาพการมองของคนยุคใหม่

HOYA เด่นเรื่องการออกแบบสองผิวและการทำงานร่วมกันของตาสองข้าง

Nikon ใช้ระบบคำนวณที่รองรับข้อมูลหลายตัวแปรและมีโครงสร้างรุ่นที่ไล่ระดับค่อนข้างชัด

Rodenstock ผลักแนวคิดไปทางข้อมูล Biometric ของดวงตาแต่ละคน

ส่วน Shamir แข็งแรงด้าน Computational Design และการออกแบบสำหรับพฤติกรรมหรือกิจกรรมเฉพาะ

คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่

“ยี่ห้อไหนดี?”

แต่ควรเป็น

“เทคโนโลยีของยี่ห้อนี้ แก้ปัญหาอะไร และปัญหานั้นเป็นปัญหาของเราหรือเปล่า?”

 

ก่อนซื้อเลนส์ราคาแพงขึ้น ลองถามตัวเอง 4 ข้อนี้

1. ค่าสายตาของเราซับซ้อนแค่ไหน?

ถ้าค่าสายตาไม่ซับซ้อน การขยับจากระดับกลางไปถึงระดับสูงที่สุดอาจไม่จำเป็นเสมอไป

2. เราใช้ระยะไหนมากที่สุด?

  • คนทำงานคอมพิวเตอร์

  • คนขับรถ

  • คนอ่านเอกสาร

  • หรือคนประชุมและเดินทางตลอดวัน

ต้องการพื้นที่การมองไม่เหมือนกัน

3. ร้านกำลังวัดข้อมูลอะไรให้เรา?

ถ้าเรากำลังซื้อเลนส์ที่ขายจุดเด่นเรื่อง Individualization ควรถามด้วยว่า

มีการวัดข้อมูล Individual จริงหรือไม่?

4. เงินที่จ่ายเพิ่มกำลังซื้ออะไร?

  • โซนกลางกว้างขึ้น?

  • ลดพื้นที่บิดเบือน?

  • Personalize ตามกรอบ?

  • วัดดวงตาเพิ่ม?

  • วัสดุบางขึ้น?

  • หรือเป็น Coating?

ถ้าร้านอธิบายสิ่งนี้ให้คุณเข้าใจได้ คุณก็สามารถตัดสินใจด้วยเหตุผลมากกว่าการดูราคาและโลโก้

“ของที่แพงกว่า ให้อะไรที่เราจะได้ใช้จริง?”

สิ่งที่ควรจำก่อนตัดสินใจ

เลนส์โปรเกรสซีฟระดับสูงขึ้นไม่ได้เพียง “ทำให้ภาพชัดกว่า”

หลายครั้งสิ่งที่เราใช้เงินซื้อเพิ่มคือ

  • พื้นที่มองที่ใช้ง่ายขึ้น

  • ความราบรื่นในการเปลี่ยนระยะ

  • การลดพื้นที่รบกวน

  • และการออกแบบที่รู้จักตัวเรามากขึ้น

 

แต่คำว่า “มากขึ้น” ไม่ได้หมายความว่า “จำเป็นขึ้น” สำหรับทุกคน

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเลือกโปรเกรสซีฟที่เหมาะสมควรเกิดขึ้น หลังการตรวจสายตาและทำความเข้าใจการใช้งานจริง ไม่ใช่เลือกจากตารางราคาอย่างเดียว

ถ้าจะให้จำบทความนี้เพียงประโยคเดียว เราอยากให้จำว่า

เลนส์ที่แพงกว่า ควรมีเหตุผลว่าทำไมคุณต้องจ่ายเพิ่ม

  • ถ้าอธิบายไม่ได้ว่าเงินที่เพิ่มขึ้นช่วยการมองของคุณตรงไหน

  • ราคาที่สูงขึ้นก็ยังไม่ใช่เหตุผลเพียงพอที่จะบอกว่าเลนส์นั้นเหมาะกับคุณ

 

หมายเหตุเรื่องข้อมูลรุ่นและราคา

การแบ่ง Standard · Premium · Personalized · Precision · Pinnacle ในบทความนี้เป็นการจัดหมวดหมู่เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบเทคโนโลยีข้ามแบรนด์ได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่ระดับอย่างเป็นทางการที่ผู้ผลิตทั้งหกบริษัทใช้ร่วมกัน

ชื่อรุ่นของเลนส์มีการปรับเปลี่ยนตามเวลาและตลาด ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันเว็บไซต์ทางการของ ZEISS แสดงกลุ่ม SmartLife หลายระดับตั้งแต่ Pure, Plus, Superb ไปจนถึง Individual ขณะที่ HOYA มีผลิตภัณฑ์ในตระกูล LifeStyle, MyStyle, MySelf และผลิตภัณฑ์ใหม่ในบางตลาด ดังนั้นชื่อรุ่นและราคาของผลิตภัณฑ์อาจมีการเปลี่ยนแปลง

ProAndConsProgressive.jpg
ข้อดีและข้อเสียของ
เลนส์โปรเกรสซีพ
(Progressive Lens)

 

ข้อดี

  1. แก้ปัญหาสำหรับผู้มีปัญหาสายตาสั้นและสายตายาวในคราวเดียวกัน

  2. สะดวกในการใช้งาน ไม่ต้องพกแว่นหลายอัน

  3. มีความสวยงามเนื่องจากไม่มีรอยต่อแบบเลนส์สองชั้น

 

ข้อเสีย

  1. อาจมีอาการปวดหรือเวียนศีรษะในการใช้ครั้งแรก ซึ่งต้องใช้เวลาในการปรับตัว

  2. ราคาสูงกว่าแว่นสายตาทั่วไป

​การส่งมอบและ
การฝึกใช้เลนส์โปรเกรสซีพ (Progressive Lens)

การใช้เลนส์โปรเกรสซีฟ (Progressive Lens) ครั้งแรกจะต้องมีการฝึกก่อน 2-3 อาทิตย์ เพื่อให้คุ้นกับการเปลี่ยนค่าของเลนส์ในระยะต่างๆ และสภาพของการบิดเบือนของภาพด้านข้างซึ่งเกิดจากการขัดไล่ค่าของเลนส์ แต่โดยปกติแล้วทุกคนจะสามารถฝึกใช้เลนส์โปรเกรสซีฟได้ภายในช่วงเวลาดังกล่าว และหลังจากฝึกใช้ได้แล้วก็จะใช้เลนสโปรเกรสซีฟได้อย่างเป็นธรรมชาติ และการใช้แว่นโปรเกรสซีฟคู่ต่อๆไปก็จะใช้ได้โดยไม่ต้องปรับตัว

 

ร้านแว่นปุถุชนจะให้ความสำคัญกับการส่งมอบแว่นโปรเกรสซีฟอย่างมาก ลูกค้าทุกคนจะต้องมารับแว่นเองเพื่อการตรวจทดสอบการใช้แว่นก่อนส่งมอบ และจะมีการสอนวิธีการฝึกใช้แว่นเลนส์โปรเกรสซีฟอย่างละเอียดสำหรับผู้ที่ใช้ครั้งแรกเสมอ

แว่นปุถุชน โปรเกรสซีฟ
แว่นปุถุชน โปรเกรสซีฟ
โปรเกรสซีฟ @แว่นปุถุชน  �เลนส์ แว่นตา สายตายาว  ควบคุม โดยนักทัศนมาตร และผู้เชี่ยวชาญด้านโปรเกรสซีฟ โดยตรง  ร้านแว่นตา ราคาดี
แว่นปุถุชน โปรเกรสซีฟ
โปรเกรสซีฟ @แว่นปุถุชน  เลนส์ แว่นตา สายตายาว  ควบคุม โดยนักทัศนมาตร และผู้เชี่ยวชาญด้านโปรเกรสซีฟ โดยตรง  ร้านแว่นตา ราคาดี
แว่นปุถุชน โปรเกรสซีฟ
ร้านแว่นปุถุชน
เลขที่ 19 ซอยพหลโยธิน 21
ถนนพหลโยธิน แขวงจตุจักร
เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทร. 092 562 1664

PUTUCHON 19 Phaholyothin 21 Rd. Jatujak Bangkok 10900 Tel. 092 562 1664

by แว่นปุถุชน(Putuchon)--OpticsRepublic Proudly created with Wix.com

ร้านแว่นปุถุชน (Putuchon) — Optics Republic

ผู้ส่งออกเลนส์โปรเกรสซีฟ จำหน่ายตรงถึงผู้ใช้ มีทั้ง เลนส์แบรนด์ต่างประเทศ และเลนส์โปรเกรสซีฟ House Brand คุณภาพสูง คุ้มค่า คุ้มราคากว่า ทำงานโดยทีมงานคุณภาพที่เป็นผู้ชำนาญส่งออกและนำเข้าสินค้าทางวิทยาศาสตร์กว่า 30 ปี ควบคุมการตรวจวัดสายตาโดยนักทัศนมาตรผู้ได้รับใบอนุญาต การจ่ายเลนส์โปรเกรสซีฟโดยนักทัศนมาตร และทีมช่างคุณภาพเชี่ยวชาญเรื่องการเลือกและ Fitting โปรเกรสซีฟ (ใช้เวลา ประมาณ30–45 นาที) รับนัดเท่านั้น ไม่มี Walk in

 

Optics Republic ( putuchon.com) is an optical store that specializing in Progressive lens. We started our business from our experties of being in the business of importing and exporting of Scientific related products, including long shelf life foods, industrial chemicals, lens and contact lens, over 30 years ago.

We have high quality progressive lenses from the international brands as well as the export quality prigressive lens from our House Brand produced at local and as well as international factories. All of our eye exams are done under the supervision of the Optometrist, skilled opticians and refractionist specializing in dispensing Progressive lens.

 

แว่นปุถุชน(Putuchon) --OpticsRepublic 19 ซอยพหลโยธิน 21 แขวงจตจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

19 Phaholyothin21 Rd. Jatujak Bangkok 10900

BTS สถานีพหลโยธิน 24 ทางออก 3 เดิน 250 เมตร

อยู่ใกล้ เซนทรัลลาดพร้าว (Central Ladprao) ยูเนียน มอลล์ Union Mall เมเจอร์ รัชโยธิน ( Major Ratchayothin) ตึกช้าง (Elephant Tower) ตึกรสา1 (Rasa1 Tower)

สามารถจอดรถหน้าร้านได้

Tel 092-562-1664 Line: https://lin.ee/9yYnLRI| Messenger: m.me/opticrepublic | www.putuchon.com

เปิดวัดสายตา วันพฤหัสบดี–วันอาทิตย์ 9.00-19.00 น (นัดหมายล่วงหน้า เท่านั้น ไม่รับ Walk in)

4.9 ★ จากรีวิว Google จากลูกค้าผู้ใช้จริง กว่า 200 รายการ  รีวิว (Review)​​

bottom of page