top of page

บทความที่ 213 : การเคลือบเลนส์: มีกี่ชั้น แต่ละชั้นทำอะไร และทำไมราคาต่างกันหลายเท่า

tbfc1000
11 ต.ค.
ยาว 3 นาที
สรุปสั้น: เลนส์แว่นหนึ่งชิ้นไม่ได้มีแค่ “เนื้อเลนส์กับโค้ตกันสะท้อน” แต่เป็นขนมชั้นของจริง — เนื้อเลนส์ ฮาร์ดโค้ต มัลติโค้ตกันสะท้อนที่สลับชั้นออกไซด์ดัชนีสูง-ต่ำหลายชั้น ชั้นกันไฟฟ้าสถิต และชั้นกันน้ำกันน้ำมัน แต่ละชั้นทำงานต่างกันคนละเรื่อง ส่วนสีประกายเขียว ฟ้า ทอง ที่เราชอบเอามาเทียบกันนั้น เป็นผลพลอยได้ของการจัดชั้น ไม่ใช่ตัวชี้คุณภาพ บทความนี้ไล่ให้ดูทีละชั้นว่าจ่ายเพิ่มแล้วได้อะไรมาจริง

คุณเคยยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ร้านแว่น แล้วพนักงานยกเลนส์สองชิ้นขึ้นส่องไฟให้ดูไหม


ชิ้นหนึ่งประกายเขียว ชิ้นหนึ่งประกายฟ้า แล้วบอกว่า “ตัวฟ้าเป็นรุ่นสูงกว่าครับ”


คนส่วนใหญ่ก็พยักหน้า เพราะมันฟังดูมีเหตุผล สีต่างกันก็น่าจะคนละเกรด


ความจริงคือ สีประกายที่เห็นไม่ได้บอกว่าเลนส์ทนหรือไม่ทน ไม่ได้บอกว่ากันสะท้อนเก่งหรือไม่เก่ง มันเป็นแค่เศษแสงที่การเคลือบลบไม่หมด และตกค้างอยู่ที่ช่วงคลื่นไหนก็ขึ้นกับว่าวิศวกรจัดเรียงชั้นไว้แบบไหน


สิ่งที่ต่างกันจริงระหว่างชั้นเคลือบรุ่นเริ่มต้นกับรุ่นเรือธง อยู่ในที่ที่เรามองไม่เห็น — จำนวนชั้น วัสดุแต่ละชั้น และวิธีที่ชั้นเหล่านั้นถูกจับคู่กับเนื้อเลนส์ข้างใต้


บทความนี้จะแกะให้ดูทีละชั้น


ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับคุณ

เพราะ “ชั้นเคลือบ” คือช่องที่ราคาต่างกันได้มากที่สุดในใบเสนอราคาหนึ่งใบ โดยที่คนจ่ายเงินแทบไม่มีข้อมูลเลยว่าต่างกันตรงไหน


และเพราะชั้นเคลือบเป็นส่วนที่ พังก่อนเนื้อเลนส์เสมอ เลนส์ที่ “หมดอายุ” ในมือคนไทยส่วนใหญ่ไม่ใช่เนื้อเลนส์เสื่อม แต่เป็นผิวด้านนอกที่ราน ลอก หรือเป็นรอยจนสู้แสงไม่ได้


อ่านจบแล้วคุณจะรู้ว่าชั้นไหนคุ้มที่จะจ่ายเพิ่มสำหรับการใช้งานของคุณ และจะถามร้านด้วยคำถามที่ตอบไม่ได้ด้วยคำว่า “ตัวนี้ดีกว่าครับ”


เลนส์หนึ่งชิ้นมีกี่ชั้น: ไล่จากในออกนอก

ลองคิดถึง ขนมชั้น ที่หยอดทีละชั้นแล้วนึ่งทับกันไป แต่ละชั้นบางมากและทำหน้าที่ต่างกัน ถ้าชั้นใดชั้นหนึ่งไม่เข้ากับชั้นที่อยู่ติดกัน ทั้งก้อนก็แยกตัว


เลนส์แว่นสมัยนี้ก็ทำงานแบบนั้น เรียงจากในสุดออกนอกสุดได้ตามนี้


1. เนื้อเลนส์ (substrate) — วัสดุพื้นของเลนส์ เช่น CR-39, โพลีคาร์บอเนต, Trivex หรือวัสดุดัชนีสูง (high-index คือวัสดุที่หักเหแสงได้มาก จึงทำเลนส์บางลงได้ที่ค่าสายตาเท่ากัน)


เนื้อเลนส์เป็นตัวกำหนดเรื่องที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของชั้นเคลือบ คือ การขยายตัวเมื่อร้อน วัสดุดัชนีสูงขยายตัวมากที่สุด ส่วนโพลีคาร์บอเนตกับ Trivex ขยายตัวน้อยที่สุด เรื่องนี้เป็นตัวชี้ชะตาว่าชั้นเคลือบจะอยู่กับเราได้นานแค่ไหน (ลงรายละเอียดใน “เลนส์ลอก ราน ด่าง”)


2. ฮาร์ดโค้ต / ไพรเมอร์ (hard coat / primer) — ชั้นไซลอกเซนที่เคลือบด้วยการจุ่ม ทำหน้าที่กันรอย และหน้าที่ที่คนไม่ค่อยรู้คือ เป็นชั้นกันชนระหว่างเนื้อเลนส์กับชั้นกันสะท้อน


3. มัลติโค้ตกันสะท้อน (AR — anti-reflective multicoat) — ชั้นออกไซด์โลหะบางระดับนาโนเมตรหลายชั้นสลับกันไปมา ชั้นดัชนีต่ำใช้ซิลิกอนไดออกไซด์ (SiO₂) ชั้นดัชนีสูงใช้ไทเทเนียมไดออกไซด์หรือเซอร์โคเนียมออกไซด์ (TiO₂ / ZrO₂) เคลือบด้วยการระเหยวัสดุในห้องสุญญากาศ มักมีลำไอออนช่วยให้ชั้นแน่นขึ้น


4. ชั้นกันไฟฟ้าสถิต (anti-static) — ชั้นนำไฟฟ้าบาง ๆ ที่ระบายประจุออก เพื่อให้เลนส์ไม่ดูดฝุ่น


5. ชั้นกันน้ำกันน้ำมัน (hydrophobic / oleophobic top coat) — ฟลูออโรไซเลนที่ลดพลังงานพื้นผิว ทำให้น้ำเกาะเป็นเม็ดกลิ้งลง และคราบมันจากนิ้วมือเกาะได้ยากขึ้น


6. การกันรังสียูวี — ส่วนใหญ่ไม่ใช่ “ชั้น” แต่ฝังอยู่ในเนื้อเลนส์หรือในมอนอเมอร์ตั้งต้น แล้วเสริมด้วยการปรับชั้นกันสะท้อนผิวหลังให้ลดการสะท้อนยูวีเข้าตา (Essilor ใช้ดัชนีชื่อ E-SPF เพื่อสื่อสารเรื่องนี้)


จำนวนชั้นรวมที่ผู้ผลิตระบุไว้ก็ต่างกันจริง — ZEISS ระบุว่า DuraVision Platinum UV มี 9 ชั้น และ Nikon ระบุว่า SeeCoat Next มี 12 ชั้น โดยมีชั้นที่เรียกว่า “booster” คอยเชื่อมท็อปโค้ตกับชั้นกันสะท้อนเข้าด้วยกัน


ฮาร์ดโค้ตไม่ได้แค่กันรอย — มันคือกันชน

ถ้าคุณคิดว่าฮาร์ดโค้ตเหมือนฟิล์มกันรอยมือถือ คือแค่ “ชั้นเสียสละ” ที่ให้รอยลงมันแทน — ถูกครึ่งเดียว


หน้าที่ที่สำคัญไม่แพ้กันคือการรับความเครียดเชิงกล ชั้นกันสะท้อนเป็นออกไซด์โลหะ แข็งแต่เปราะและบางมาก ส่วนเนื้อเลนส์เป็นพลาสติกที่ยืดหยุ่นและขยายตัวเมื่อร้อนมากกว่าหลายเท่า


พอแดดบ้านเราอัดเข้าไปตอนบ่าย พลาสติกด้านในขยาย แต่ออกไซด์ด้านนอกขยายตามไม่ทัน ถ้าไม่มีอะไรมาคั่น ชั้นบาง ๆ ด้านนอกก็แตกหรือหลุด


ฮาร์ดโค้ตแบบจุ่มจึงถูกวางไว้ตรงกลางเพื่อรับแรงนี้ไว้ — พูดง่าย ๆ คือมันเป็นโช้กอัพของเลนส์ ไม่ใช่แค่เกราะ


นี่คือเหตุผลที่ “เลนส์ไม่เคลือบกันสะท้อนแต่มีฮาร์ดโค้ต” กับ “เลนส์เคลือบกันสะท้อนเต็มชุด” ไม่ได้ต่างกันแค่เรื่องความใส แต่ต่างกันที่จำนวนรอยต่อที่อาจพังได้ด้วย


มัลติโค้ตกันสะท้อน: ทำไมการซ้อนชั้นถึงลบแสงสะท้อนได้

ลองนึกถึงการโยนก้อนหินสองก้อนลงคลองพร้อมกัน คลื่นจากสองจุดวิ่งมาเจอกัน ตรงที่ยอดคลื่นเจอท้องคลื่น น้ำจะแบนราบลงเหมือนไม่มีคลื่นเลย


แสงสะท้อนก็หักล้างกันแบบนั้นได้ เรียกว่า การแทรกสอดของฟิล์มบาง (thin-film interference)


หลักการคือทำให้แสงที่สะท้อนจากผิวบนของชั้นเคลือบ กับแสงที่สะท้อนจากผิวล่างของชั้นเดียวกัน ออกมาเหลื่อมเฟสกันพอดีจนหักล้างกัน ผลคือแสงสะท้อนหายไป แสงที่เหลือจึงทะลุเข้าตาเรามากขึ้น


แต่ความหนาชั้นหนึ่งจะหักล้างได้ดีที่ช่วงคลื่นแคบ ๆ เท่านั้น ถ้าอยากลบแสงสะท้อนให้ทั่วทั้งช่วงที่ตามองเห็น ต้องซ้อนหลายชั้นที่มีดัชนีหักเหสูงต่ำสลับกัน แต่ละคู่ดูแลช่วงคลื่นของตัวเอง


นี่คือคำตอบว่า “ทำไมต้องหลายชั้น” ไม่ใช่เพราะหลายชั้นแล้วหนาขึ้นแข็งขึ้น แต่เพราะแต่ละชั้นรับผิดชอบสีของแสงคนละสี


และเพราะอย่างนั้น ชั้นเคลือบรุ่นสูงขึ้นจึงมักมีชั้นมากขึ้นและควบคุมความหนาแม่นขึ้น ไม่ใช่เพื่อความสวยอย่างเดียว แต่เพื่อกดแสงสะท้อนให้ต่ำสม่ำเสมอทั้งสเปกตรัม


สีประกายเขียว ฟ้า ทอง บอกอะไร (และไม่บอกอะไร)

ถ้าลบแสงสะท้อนได้ทั้งหมด เลนส์จะไม่มีประกายเลย ในทางปฏิบัติทำไม่ได้ จึงมีเศษแสงเหลือค้างอยู่ที่ช่วงคลื่นใดช่วงหนึ่ง


เศษที่เหลือนั้นแหละที่เราเห็นเป็นสี ถ้าจุดต่ำสุดของการสะท้อนถูกวางไว้กลางสเปกตรัม เศษที่เหลือจะออกเขียว ถ้าวางไว้อีกตำแหน่ง เศษที่เหลือจะออกฟ้าหรือทอง


แปลว่าสีประกายคือ ลายเซ็นของการจัดชั้น ไม่ใช่ใบวัดคุณภาพ เลนส์ประกายเขียวของรุ่นเรือธงกับเลนส์ประกายฟ้าของรุ่นเริ่มต้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ปกติ


ในทางปฏิบัติแต่ละแบรนด์ก็ใช้สีประกายเป็นเครื่องหมายแยกรุ่นของตัวเอง เช่นสาย ZEISS DuraVision ที่ Chrome UV เป็นประกายเขียว, Platinum UV เป็นประกายฟ้า และ Gold UV เป็นประกายทอง แต่นั่นคือรหัสประจำรุ่นของแบรนด์นั้น ไม่ใช่มาตรฐานที่ข้ามแบรนด์ได้


ครั้งหน้าถ้าร้านยกเลนส์ขึ้นส่องไฟแล้วบอกว่าสีนี้ดีกว่า ลองถามกลับว่า “รุ่นนี้คือชื่ออะไร กี่ชั้น” จะได้ข้อมูลที่ใช้เทียบได้จริงกว่า


ชั้นกันไฟฟ้าสถิตกับฝุ่นเมืองไทย

นี่คือชั้นที่คนไทยได้ประโยชน์มากกว่าที่คิด แต่แทบไม่มีใครพูดถึงตอนขาย


การเคลือบกันสะท้อนทำให้ผิวเลนส์เก็บประจุไฟฟ้าสถิตได้ง่าย พอเช็ดด้วยผ้าแห้งหรือถอดแว่นผ่านเส้นผม ประจุก็เกิดขึ้น แล้วเลนส์ก็กลายเป็นแม่เหล็กดูดฝุ่น


ชั้นนำไฟฟ้าบาง ๆ ที่แทรกไว้ใต้ท็อปโค้ตทำหน้าที่ระบายประจุนั้นออก ฝุ่นจึงไม่วิ่งเข้าเกาะทันทีหลังเช็ด


ลองนึกถึงช่วงหน้าแล้งที่ฝุ่นลอยทั้งวัน หรือการขับรถผ่านงานก่อสร้างริมถนน ความต่างระหว่างเลนส์ที่มีชั้นนี้กับไม่มี คือจำนวนครั้งที่คุณต้องหยิบผ้ามาเช็ดในหนึ่งวัน


และการเช็ดบ่อยตอนที่ยังมีฝุ่นเกาะ คือสาเหตุอันดับหนึ่งของรอยบนชั้นเคลือบ พูดง่าย ๆ คือ ชั้นกันฝุ่นช่วยยืดอายุชั้นกันรอยไปด้วยโดยอ้อม


ชั้นกันน้ำกันน้ำมัน: ชั้นที่บางที่สุดแต่เห็นผลเร็วที่สุด

ชั้นนอกสุดเป็นฟลูออโรไซเลน หน้าที่คือลดพลังงานพื้นผิวให้ต่ำ


ผลที่เห็นได้ทันทีคือน้ำไม่แผ่เป็นฝ้า แต่รวมตัวเป็นเม็ดกลิ้งลง และคราบมันจากนิ้วมือ ครีมกันแดด หรือเหงื่อ เกาะได้ยากกว่า เช็ดออกง่ายกว่า


ข้อที่ต้องพูดตรง ๆ คือ ชั้นนี้เป็นชั้นที่ เสื่อมก่อนชั้นอื่นตามธรรมชาติ เพราะบางที่สุดและอยู่นอกสุด


อาการที่คนมักเข้าใจผิดว่า “โค้ตเริ่มเสีย” คือวันหนึ่งเช็ดแล้วเป็นคราบยากขึ้น นั่นมักเป็นสัญญาณว่าท็อปโค้ตสึก ไม่ใช่ชั้นกันสะท้อนพัง และชั้นกันสะท้อนก็ยังทำงานอยู่


การกันยูวีอยู่ชั้นไหน และ “UV400” หมายถึงอะไรจริง ๆ

เรื่องนี้เข้าใจผิดกันมาก หลายคนคิดว่าซื้อ “โค้ตกันยูวี” เพิ่ม


ในความจริง การกันยูวีส่วนใหญ่อยู่ในเนื้อเลนส์ ไม่ใช่ในชั้นเคลือบ — สารดูดซับยูวีถูกผสมในวัสดุหรือมอนอเมอร์ตั้งแต่ตอนขึ้นรูป


สิ่งที่ชั้นเคลือบช่วยได้คือ ยูวีที่มาจากด้านหลังและด้านข้าง แสงที่เข้ามาทางท้ายทอยสามารถสะท้อนที่ผิวหลังของเลนส์แล้วเด้งเข้าตาได้ ชั้นกันสะท้อนผิวหลังที่ออกแบบมาเพื่อลดการสะท้อนช่วงยูวีจึงช่วยตัดเส้นทางนี้


จุดที่คนอ่านส่วนใหญ่ไม่เคยรู้มาก่อน: มาตรฐาน ISO 8980-3 นิยามช่วง UV-A ไว้ถึง 380 นาโนเมตร ไม่ใช่ 400


ดังนั้นคำว่า “UV400” เป็นคำทางการตลาด ไม่ใช่ขอบเขตของ UV-A ตาม ISO มันไม่ได้แปลว่าโกหก — เลนส์ที่กันได้ถึง 400 นาโนเมตรก็กันได้เกินที่ ISO นิยามจริง — แต่ถ้าใครบอกว่า “ISO กำหนดไว้ที่ 400” นั่นคือข้อมูลที่ไม่ตรง (รายละเอียดเรื่องมาตรฐานอยู่ใน “ทดสอบชั้นเคลือบกันอย่างไร”)


ระดับชั้นเคลือบของแต่ละแบรนด์

แต่ละค่ายจัดบันไดรุ่นของตัวเองไว้ต่างกัน ตารางนี้คือสิ่งที่ผู้ผลิตประกาศไว้ ไม่ใช่การจัดอันดับของเรา


แบรนด์

รุ่นเริ่มต้น → รุ่นสูงขึ้น

รุ่นเชิงหน้าที่

Essilor Crizal

Easy Pro (เริ่มต้น) · Rock (เน้นความทน) · Sapphire HR (เรือธงด้านความใส)

Prevencia (กรองแสงสีฟ้า-ม่วง)

Hoya

Hi-Vision LongLife · Hi-Vision Meiryo · Super HiVision Meiryo EX4

Hi-Vision LongLife BlueControl

ZEISS DuraVision

Chrome UV (ประกายเขียว) → Silver UV → Platinum UV (ประกายฟ้า) → Gold UV (เรือธงปี 2568 ประกายทอง)

BlueProtect UV, DriveSafe UV, AntiVirus Platinum UV, Mirror/Flash/Sun UV

Nikon SeeCoat

SeeCoat Plus UV (รุ่นก่อน) → SeeCoat Next (เรือธง, Diamond Booster Technology)

Next Blue, Next Drive, Next Reveal


ตัวเลขที่แต่ละแบรนด์อ้าง — และใครเป็นคนวัด


  • Essilor ระบุว่า Crizal Sapphire HR ทนรอยกว่า Crizal Sapphire 360° ได้ถึง 70% และอ้างว่ามีโปรโตคอลทดสอบรวมภายในชื่อ “Lifeproof multi-test” แต่ไม่เปิดเผยคะแนน

  • Hoya ระบุว่า Hi-Vision LongLife ทนรอยกว่าถึง 30% และเช็ดง่ายกว่าถึง 75% เทียบกับคู่แข่งที่ไม่ระบุชื่อ — โดยมีหมายเหตุของ Hoya เองกำกับว่าผลนี้มาจาก “บริบทการทดสอบที่จำกัด”

  • Hoya ระบุว่า Super HiVision Meiryo EX4 ลดการสะท้อนลง 56% ทนรอยถึง 2.5 เท่า และเช็ดง่ายนานกว่า 10 เท่า พร้อมระบุว่าผ่านการทดสอบใยเหล็กที่น้ำหนักกด 2.5 กิโลกรัม ขณะที่คู่แข่งไม่ผ่านที่ราว 1 กิโลกรัม

  • Essilor ระบุว่า Crizal Prevencia สะท้อนแสงสีฟ้า-ม่วงที่ผิวหน้า 20% ยอมให้แสงฟ้า-เขียวอมฟ้า (blue-turquoise) ผ่าน 96% ส่องผ่านแสงรวม 98% และมีค่า E-SPF 25


ทุกบรรทัดข้างบนเป็นตัวเลขจากการทดสอบของผู้ผลิตเอง ไม่ใช่ผลจากหน่วยงานกลาง และ เทียบกันข้ามแบรนด์ไม่ได้ เพราะแต่ละเจ้าเทียบกับ “คู่แข่ง” ที่ไม่ระบุชื่อในเงื่อนไขของตัวเอง เรื่องนี้สำคัญพอที่เราแยกไปเขียนทั้งบทความใน “ทดสอบชั้นเคลือบกันอย่างไร”


จ่ายเพิ่มขึ้นรุ่นท็อป ได้อะไรมาจริง

เราไม่พูดถึงตัวเลขเงิน แต่พูดถึงลำดับความสำคัญได้


จากโครงสร้างชั้นที่ไล่มาทั้งหมด สิ่งที่มักเปลี่ยนจริงเมื่อไต่บันไดรุ่นมี 4 อย่าง


1. ความสม่ำเสมอของการกดแสงสะท้อน — รุ่นสูงขึ้นมักมีชั้นมากขึ้นและควบคุมความหนาแม่นขึ้น แสงสะท้อนจึงต่ำทั่วสเปกตรัม ไม่ใช่ต่ำแค่บางสี คนที่ขับรถกลางคืนบ่อยรู้สึกได้ชัดที่สุด


2. คุณภาพของฮาร์ดโค้ตและการจับคู่กับเนื้อเลนส์ — เป็นตัวกำหนดว่าจะทนรอยและทนความร้อนได้แค่ไหน คนที่ถอดแว่นวางบ่อย ทำงานกลางแจ้ง หรือจอดรถตากแดดทุกวัน ได้ประโยชน์จากข้อนี้มากที่สุด


3. ความคงทนของท็อปโค้ตกันน้ำกันน้ำมัน — ไม่ใช่ว่ารุ่นถูกไม่มี แต่รุ่นสูงมักอยู่ได้นานกว่า คนเหงื่อเยอะและคนที่ทาครีมกันแดดทุกวันจะรู้สึกต่างเร็ว


4. ชั้นกันไฟฟ้าสถิต — บางรุ่นเริ่มต้นไม่มี ในเมืองฝุ่นเยอะ ข้อนี้มีผลกับความรู้สึกใช้งานรายวันมาก


หลักคิดง่าย ๆ


  • ถ้างบจำกัด ให้เรียงลำดับตามสภาพการใช้งานจริงของคุณ ไม่ใช่ตามชื่อรุ่นสูงสุด

  • คนอยู่ในออฟฟิศเกือบทั้งวัน ความสม่ำเสมอของการกันสะท้อนให้ผลรู้สึกได้มากกว่าความทนสุดขั้ว

  • คนทำงานกลางแจ้ง ขับรถมาก หรือเลนส์บางดัชนีสูง ให้น้ำหนักกับฮาร์ดโค้ตและความเข้ากันของชั้นเคลือบมาก่อน

  • ถ้าเปลี่ยนแว่นบ่อยอยู่แล้วทุก 1–2 ปี การจ่ายเพื่อความทนระยะยาวอาจไม่ใช่เงินที่คุ้มที่สุดสำหรับคุณ


ส่วนที่ต้องพูดตรง ๆ

1. ไม่มีตัวเลขกลางให้เทียบชั้นเคลือบข้ามแบรนด์


มาตรฐาน ISO ที่เกี่ยวข้องกำหนด “ข้อกำหนดขั้นต่ำและวิธีทดสอบ” สำหรับผิวที่อ้างว่าทนการขัดสี (ISO 8980-5) แต่ไม่ได้ออกคะแนนเรียงอันดับให้เรา ส่วนตัวเลขเปอร์เซ็นต์ที่เราเห็นในโบรชัวร์ทั้งหมดเป็นการทดสอบของผู้ผลิตเอง


2. จำนวนชั้นที่มากกว่า ไม่ได้แปลว่าดีกว่าโดยอัตโนมัติ


9 ชั้นกับ 12 ชั้นบอกเราได้แค่ว่าโครงสร้างต่างกัน ไม่ได้บอกว่าเลนส์ไหนทนกว่าในชีวิตจริง เพราะความทนขึ้นกับการจับคู่ความเค้นของชั้นกับการขยายตัวของเนื้อเลนส์ด้วย ซึ่งไม่ได้เผยแพร่เป็นตัวเลข


3. สีประกายไม่ใช่ตัวชี้คุณภาพ


ย้ำอีกครั้งเพราะเป็นความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดหน้าเคาน์เตอร์


4. เงื่อนไขการรับประกันชั้นเคลือบไม่เหมือนกันทุกประเทศ


สิ่งที่อ่านเจอบนเว็บต่างประเทศอาจไม่ใช่เงื่อนไขที่คุณจะได้ในไทย ให้ขอให้ร้านยืนยันเงื่อนไขที่ตัวแทนจำหน่ายในไทยให้ไว้ พร้อมถามว่าต้องเคลมกับใคร


เอาไปใช้ยังไง

คำถามที่ควรถามร้านก่อนเซ็นใบสั่งตัด


  1. ชั้นเคลือบตัวนี้ ชื่อรุ่นอะไร อยู่ระดับไหนของบันไดรุ่นในแบรนด์นั้น

  2. มี ชั้นกันไฟฟ้าสถิต ไหม

  3. ฮาร์ดโค้ตที่ใช้ ออกแบบมาสำหรับเนื้อเลนส์ตัวนี้ หรือเป็นชุดมาตรฐานทั่วไป

  4. เคลือบกันสะท้อน ทั้งสองด้าน หรือด้านหน้าเท่านั้น

  5. ตัวเลขที่ร้านยกมาอ้าง ใครเป็นคนทดสอบ และเทียบกับอะไร

  6. เงื่อนไขการรับประกันชั้นเคลือบในไทยครอบคลุมอะไร และ ต้องเคลมกับใคร


ถ้าคำตอบส่วนใหญ่เป็น “ตัวนี้ดีที่สุดครับ” ให้ถือว่ายังไม่ได้คำตอบ


สรุปให้

  • ชั้นเคลือบเลนส์เป็นขนมชั้นจริง ๆ — เนื้อเลนส์ → ฮาร์ดโค้ต → มัลติโค้ตกันสะท้อนหลายชั้น → ชั้นกันไฟฟ้าสถิต → ชั้นกันน้ำกันน้ำมัน แต่ละชั้นคนละหน้าที่

  • ฮาร์ดโค้ตไม่ได้แค่กันรอย แต่เป็นชั้นกันชนที่รับการขยายตัวต่างกันระหว่างพลาสติกกับออกไซด์

  • มัลติโค้ตต้องมีหลายชั้นเพราะ แต่ละชั้นดูแลช่วงคลื่นของตัวเอง ไม่ใช่เพราะหนาขึ้นแข็งขึ้น

  • สีประกายเขียว ฟ้า ทอง คือเศษแสงที่เหลือ ไม่ใช่เกรดคุณภาพ

  • การกันยูวีส่วนใหญ่อยู่ในเนื้อเลนส์ ไม่ใช่ในโค้ต และ “UV400” เป็นคำการตลาด เพราะ ISO 8980-3 นิยาม UV-A ถึง 380 นาโนเมตร · ส่วนตัวเลขเปอร์เซ็นต์ในโบรชัวร์ทุกยี่ห้อเป็นการทดสอบของผู้ผลิตเอง เทียบข้ามแบรนด์ไม่ได้


แหล่งอ้างอิง


อ่านต่อ

หน้าหลักที่เกี่ยวข้อง


บทความที่เกี่ยวข้อง

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
บทความที่ 223 : เปลี่ยนเลนส์ใหม่ทุกกี่ปี และเมื่อไหร่ควรอัปเกรดรุ่น ไม่ใช่แค่เปลี่ยนค่าสายตา

“ค่าสายตาเท่าเดิม” ไม่ได้แปลว่าเลนส์คู่เดิมยังทำงานเหมือนเดิม ชั้นเคลือบมีอายุที่ถูกกำหนดด้วยฟิสิกส์ของความร้อนและแรงเค้นในชั้นเคลือบ ไม่ใช่

 
 
 
บทความที่ 222 : อ่านใบวัดสายตาของตัวเอง: SPH, CYL, AXIS, ADD, PD และปริซึม

ใบวัดสายตาคือกระดาษที่บอก “ตาคุณต้องการกำลังแก้เท่าไหร่” ไม่ใช่ใบสั่งเลนส์ SPH บอกกำลังหลักและเครื่องหมายบวกลบบอกทิศทางของปัญหา CYL กับ AXIS

 
 
 
บทความที่ 221 : ค่าสายตาสองข้างต่างกันมาก: ทำไมเลนส์ธรรมดาใส่ไม่สบาย

ถ้าค่าสายตาสองข้างของคุณต่างกันหลายขั้น — ภาวะที่เรียกว่า anisometropia (ภาวะค่าสายตาสองข้างไม่เท่ากัน) — ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ “ข้างหนึ่งชั

 
 
 

ความคิดเห็น


แว่นปุถุชน โปรเกรสซีฟ
โปรเกรสซีฟ @แว่นปุถุชน  เลนส์ แว่นตา สายตายาว  ควบคุม โดยนักทัศนมาตร และผู้เชี่ยวชาญด้านโปรเกรสซีฟ โดยตรง  ร้านแว่นตา ราคาดี
แว่นปุถุชน โปรเกรสซีฟ
​ร้านแว่นปุถุชน
เลขที่ 19 ซอยพหลโยธิน 21
ถนนพหลโยธิน แขวงจตุจักร
เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทร. 092 562 1664
​

PUTUCHON 19 Phaholyothin 21 Rd. Jatujak Bangkok 10900 Tel. 092 562 1664

by แว่นปุถุชน(Putuchon)--OpticsRepublic Proudly created with Wix.com

แว่นปุถุชน optics republic

ผู้ส่งออกเลนส์โปรเกรสซีฟ จำหน่ายตรงถึงผู้ใช้ มีทั้ง เลนส์แบรนด์ต่างประเทศ และเลนส์โปรเกรสซีฟ House Brand คุณภาพสูง คุ้มค่า คุ้มราคากว่า ทำงานโดยทีมงานคุณภาพที่เป็นผู้ชำนาญส่งออกและนำเข้าสินค้าทางวิทยาศาสตร์กว่า 30 ปี ควบคุมการตรวจวัดสายตาโดยนักทัศนมาตรผู้ได้รับใบอนุญาต การจ่ายเลนส์โปรเกรสซีฟโดยนักทัศนมาตร และทีมช่างคุณภาพเชี่ยวชาญเรื่องการเลือกและ Fitting โปรเกรสซีฟ (ใช้เวลา ประมาณ30–45 นาที) รับนัดเท่านั้น ไม่มี Walk in

 

Optics Republic ( putuchon.com) is an optical store that specializing in Progressive lens. We started our business from our experties of being in the business of importing and exporting of Scientific related products, including long shelf life foods, industrial chemicals, lens and contact lens, over 30 years ago.

We have high quality progressive lenses from the international brands as well as the export quality prigressive lens from our House Brand produced at local and as well as international factories. All of our eye exams are done under the supervision of the Optometrist, skilled opticians and refractionist specializing in dispensing Progressive lens.

 

แว่นปุถุชน(Putuchon) --OpticsRepublic 19 ซอยพหลโยธิน 21 แขวงจตจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

19 Phaholyothin21 Rd. Jatujak Bangkok 10900

​

BTS สถานีพหลโยธิน 24 ทางออก 3 เดิน 250 เมตร

อยู่ใกล้ เซนทรัลลาดพร้าว (Central Ladprao) ยูเนียน มอลล์ Union Mall เมเจอร์ รัชโยธิน ( Major Ratchayothin) ตึกช้าง (Elephant Tower) ตึกรสา1 (Rasa1 Tower)

สามารถจอดรถหน้าร้านได้

Tel 092-562-1664 Line: https://lin.ee/9yYnLRI| Messenger: m.me/opticrepublic | www.putuchon.com

เปิดวัดสายตา วันพฤหัสบดี–วันอาทิตย์ 9.00-19.00 น (นัดหมายล่วงหน้า เท่านั้น ไม่รับ Walk in)

4.9 ★ จากรีวิว Google จากลูกค้าผู้ใช้จริง กว่า 200 รายการ  รีวิว (Review)​​

bottom of page