บทความที่ 214 : ทดสอบชั้นเคลือบกันอย่างไร: ตัวเลข “ทนกว่า 30%” มาจากไหน
สรุปสั้น: ชั้นเคลือบเลนส์มีวิธีทดสอบจริง 3 แบบที่วงการใช้กัน — เขย่าผงขัดบนเลนส์แล้ววัดฝ้า (Bayer abrasion ตาม ASTM F735), ลากใยเหล็กด้วยน้ำหนักกดที่กำหนด และกรีดตารางแล้วติดเทปดึงเพื่อดูว่าชั้นเคลือบหลุดไหม ส่วนมาตรฐาน ISO ที่อ้างได้จริงมี 3 ตัวและทำหน้าที่เป็น “พื้นขั้นต่ำ” ไม่ใช่ตารางจัดอันดับ บทความนี้อธิบายแต่ละการทดสอบให้เห็นภาพ และตอบตรง ๆ ว่าทำไมตัวเลข “ทนกว่า 30%” ของสองแบรนด์เอามาเทียบกันไม่ได้
เคยหยิบโบรชัวร์เลนส์สองใบมาวางข้างกันไหม
ใบหนึ่งบอกว่า “ทนรอยกว่าถึง 30%” อีกใบบอกว่า “ทนรอยกว่าถึง 2.5 เท่า”
ถ้าอ่านเร็ว ๆ เราจะสรุปทันทีว่าใบที่สองชนะ
แต่พออ่านตัวเล็ก ๆ ข้างล่าง จะเห็นว่าทั้งสองใบเทียบกับ “แบรนด์ชั้นนำ” ที่ไม่ระบุชื่อ — และไม่บอกว่าใช้การทดสอบแบบไหน กดด้วยน้ำหนักเท่าไหร่ หรือวัดที่อุณหภูมิเท่าไหร่
มันเหมือนแม่ค้าสองเจ้าในตลาดเดียวกันที่ต่างบอกว่า “ของเจ้านี้หอมกว่าเจ้าอื่น 30%” โดยที่แต่ละเจ้าเลือก “เจ้าอื่น” คนละเจ้า และใช้จมูกตัวเองเป็นเครื่องวัด
ไม่ได้แปลว่าใครโกหก แต่แปลว่าตัวเลขสองตัวนั้นอยู่คนละสเกลกัน
บทความนี้จะพาไปดูว่าห้องแล็บทดสอบชั้นเคลือบกันจริงอย่างไร แล้วคุณจะอ่านโบรชัวร์ออกด้วยตัวเอง
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับคุณ
เพราะ “ความทนของชั้นเคลือบ” เป็นเหตุผลอันดับหนึ่งที่ร้านใช้ขอให้เราจ่ายเพิ่ม และเป็นข้ออ้างที่เราตรวจสอบเองได้ยากที่สุด
เราไม่มีเครื่องวัดฝ้าที่บ้าน และเราจะรู้ว่าชั้นเคลือบทนจริงไหมก็ตอนที่ผ่านไปสองปีแล้ว ซึ่งสายเกินกว่าจะเปลี่ยนใจ
สิ่งที่เราทำได้คือรู้จักวิธีทดสอบ เพื่อจะถามคำถามที่ถูก และรู้ว่าตัวเลขแบบไหนมีน้ำหนัก ตัวเลขแบบไหนแค่ฟังดูดี
อ่านจบแล้วคุณจะแยกได้ว่าอันไหนคือ “มาตรฐานสากล” อันไหนคือ “การทดสอบภายในของผู้ผลิต” และอันไหนคือคำการตลาด
การทดสอบที่ 1: Bayer abrasion — เครื่องเขย่าผงขัดบนหน้าเลนส์
มาตรฐาน: ASTM F735
นี่คือการทดสอบความทนรอยที่วงการเลนส์ใช้อ้างมากที่สุด และหลักการเข้าใจง่ายกว่าที่ชื่อทำให้กลัว
ลองจินตนาการว่าเอาเลนส์วางในถาด โรยผงขัดลงไปกลบ แล้วเอาถาดนั้นไปวางบนเครื่องที่เขย่าไปกลับซ้าย-ขวาเป็นจำนวนรอบที่กำหนด
ผงขัดที่ใช้คือผงอะลูมินา-เซอร์โคเนีย (เมล็ดแข็งคมระดับที่ใช้ขัดโลหะ) การเขย่าทำให้เมล็ดผงไถไปบนผิวเลนส์นับพันครั้ง เกิดรอยขนเล็ก ๆ ทั่วหน้า
เสร็จแล้วเอาเลนส์ไปวัดค่า ฝ้า (haze) คือปริมาณแสงที่กระจัดกระจายเพราะรอย ยิ่งฝ้าเพิ่มมาก แปลว่าถูกขัดเสียหายมาก
จุดสำคัญที่คนไม่ค่อยรู้: ค่านี้เป็น “อัตราส่วน” ไม่ใช่คะแนนดิบ
ในถาดจะมีเลนส์สองชิ้นเขย่าไปพร้อมกัน — เลนส์ตัวอย่างที่เคลือบแล้ว และเลนส์ CR-39 ที่ไม่เคลือบอะไรเลย ทำหน้าที่เป็นตัวอ้างอิง
แล้วคำนวณ Bayer ratio = ค่าฝ้าที่เพิ่มขึ้นของตัวอ้างอิง ÷ ค่าฝ้าที่เพิ่มขึ้นของตัวอย่าง
แปลเป็นภาษาคนคือ “ตัวอ้างอิงเสียหายมากกว่าตัวเราไปกี่เท่า” — ได้ 4 แปลว่าเลนส์เคลือบชิ้นนี้เกิดฝ้าน้อยกว่าเลนส์ CR-39 เปล่า ๆ อยู่ 4 เท่า
วงการถือกันว่า Bayer ratio ตั้งแต่ 4 ขึ้นไป คือฮาร์ดโค้ตระดับพรีเมียม
และนี่คือเหตุผลที่ตัวเลข Bayer มีน้ำหนักกว่าคำว่า “ทนกว่า 30%” — เพราะมันบอกว่าเทียบกับอะไร คือเทียบกับเลนส์ CR-39 ไม่เคลือบ ซึ่งเป็นของที่ทุกห้องแล็บหาได้เหมือนกัน
ข้อจำกัดที่ต้องรู้: การเขย่าผงขัดเลียนแบบการสึกจากฝุ่นและการเช็ด แต่ไม่ได้เลียนแบบการครูดกับของแข็งชิ้นเดียว เช่นวางแว่นคว่ำบนโต๊ะหินแล้วลาก นั่นเป็นอีกกลไกหนึ่ง
การทดสอบที่ 2: Steel wool — ลากใยเหล็กด้วยน้ำหนักที่กำหนด
มาตรฐาน: ไม่มี ISO เฉพาะสำหรับเลนส์แว่น
การทดสอบนี้บ้าน ๆ กว่าที่คิด และนึกภาพได้ทันที
ใช้ ฝอยเหล็กขัดหม้อ เกรดที่กำหนด กดลงบนเลนส์ด้วยน้ำหนักที่กำหนด แล้วลากไปกลับเป็นจำนวนรอบที่กำหนด จากนั้นดูว่าเกิดรอยมากน้อยแค่ไหน
จุดแข็งคือทำได้ง่ายและให้ความรู้สึกใกล้เคียงชีวิตจริง — เพราะการเช็ดแว่นด้วยผ้าที่มีฝุ่นเกาะ ก็คือการลากเมล็ดแข็งบนผิวเลนส์แบบเดียวกัน
จุดอ่อนคือ ไม่มีมาตรฐาน ISO เฉพาะกำกับสำหรับเลนส์แว่น ทำเชิงคุณภาพก็ได้ (ลากด้วยมือแล้วดูตา) ทำเชิงปริมาณก็ได้ (ใช้จิ๊กจับน้ำหนักและนับรอบ) แต่ละที่จึงตั้งเงื่อนไขเองได้
และนั่นทำให้ตัวเลขที่อ้างจากการทดสอบนี้ต้องอ่านพร้อมเงื่อนไขเสมอ
ตัวอย่างที่ผู้ผลิตระบุไว้ชัดเจนที่สุดรายหนึ่ง: Hoya ระบุว่า Super HiVision Meiryo EX4 ผ่านการทดสอบใยเหล็กแบบถ่วงน้ำหนักที่ 2.5 กิโลกรัม ขณะที่คู่แข่ง (ไม่ระบุชื่อ) ไม่ผ่านที่ราว 1 กิโลกรัม
ข้อดีของการอ้างแบบนี้คือมีตัวเลขน้ำหนักกดกำกับ ทำให้พอเห็นภาพ ข้อจำกัดคือยังไม่บอกว่าคู่แข่งคือรุ่นอะไร เกรดใยเหล็กเบอร์ไหน และลากกี่รอบ
การทดสอบที่ 3: Cross-hatch adhesion tape test — กรีดตาราง ติดเทป แล้วดึง
นี่คือการทดสอบที่ตอบคำถามต่างจากสองข้อบน
สองข้อบนถามว่า “ชั้นเคลือบทนการขัดไหม” ข้อนี้ถามว่า “ชั้นเคลือบเกาะติดเนื้อเลนส์แน่นแค่ไหน” ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน
วิธีทำ: ใช้ใบมีดกรีดรอยขนานสองทิศทางตัดกันเป็นตาราง ให้รอยกรีดทะลุชั้นเคลือบลงถึงเนื้อเลนส์ แล้วแปะเทปกาวทับตาราง กดให้แนบ จากนั้นดึงเทปออก
ถ้าดึงแล้วไม่มีช่องไหนหลุดติดเทปมาเลย ถือว่า ยึดเกาะ 100% ถ้ามีเศษชั้นเคลือบหลุดติดเทปมา แปลว่าการยึดเกาะไม่ผ่าน
จุดที่ทำให้การทดสอบนี้มีค่าจริง ๆ คือเขาทำสองรอบ
รอบแรกทำกับเลนส์ที่เพิ่งเคลือบเสร็จ รอบที่สองทำ หลังผ่านการย้อมสีหรือแช่น้ำเดือด
เหตุผลคือทั้งสองอย่างนั้นเป็นช่วงที่ชั้นเคลือบถูกทรมานหนักที่สุดในกระบวนการจริง — ความร้อนและน้ำทำให้เนื้อเลนส์กับชั้นเคลือบขยายตัวไม่เท่ากัน รอยต่อที่อ่อนอยู่แล้วจะเผยตัวตอนนั้น
พูดง่าย ๆ คือ ชั้นเคลือบที่ผ่านเทปทั้งก่อนและหลังต้มน้ำ คือชั้นเคลือบที่มีโอกาสรอดจากรถที่จอดตากแดดหน้าห้างมากกว่า
ข้อที่ต้องซื่อสัตย์: เวอร์ชันอุตสาหกรรมทั่วไปของการทดสอบเทปแบบกรีดตารางคือ ASTM D3359 แต่ เรายังยืนยันไม่ได้ว่ามาตรฐานฉบับนั้นถูกอ้างอย่างเป็นทางการสำหรับชั้นกันสะท้อนของเลนส์แว่นตา เราจึงเรียกมันว่า “การทดสอบยึดเกาะด้วยเทปแบบกรีดตาราง” ไม่ใช่ “มาตรฐาน ASTM D3359 ของเลนส์”
มาตรฐาน ISO ที่อ้างได้จริง — และมันบอกอะไร
มาตรฐาน ISO ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มี 3 ตัว และสิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ ทั้งสามตัวเป็น “พื้นขั้นต่ำ” และ “วิธีวัดให้ตรงกัน” ไม่ใช่ตารางจัดอันดับว่าแบรนด์ไหนดีกว่า
มาตรฐาน | ว่าด้วยเรื่อง | สาระที่ใช้ได้จริง |
ISO 8980-5:2005 | ผิวเลนส์ที่อ้างว่าทนการขัดสี | กำหนดข้อกำหนดขั้นต่ำและวิธีทดสอบ · ผ่าน = มีสิทธิ์เคลมว่า “ทนรอย” ไม่ได้แปลว่าทนที่สุด |
ISO 8980-3:2022 (+Amd 1) | การส่องผ่านแสงและรังสียูวี | นิยาม UV-B 280–315 นาโนเมตร และ UV-A 315–380 นาโนเมตร · เลนส์ใส (ส่องผ่านแสง τv > 80%): UV-A ต้องไม่เกิน τv และ UV-B ไม่เกิน 0.05 τv · เลนส์หมวด 3: UV-A ไม่เกิน 0.5 τv และ UV-B ไม่เกิน 1.0% สัมบูรณ์ |
ISO 12312-1:2022 | หมวดความเข้มของเลนส์กันแดด | หมวด 0 ส่องผ่าน >80%, 1 43–80%, 2 18–43%, 3 8–18%, 4 3–8% · หมวด 4 ห้ามใช้ขับรถ |
เรื่องที่คนอ่านส่วนใหญ่ไม่เคยรู้มาก่อน — ขอบ 380 นาโนเมตร
สังเกตในตารางว่า ISO 8980-3 นิยาม UV-A ไว้ถึง 380 นาโนเมตร ไม่ใช่ 400
แปลว่าคำว่า “UV400” เป็นคำทางการตลาด ไม่ใช่ขอบเขต UV-A ตาม ISO
ตรงนี้ต้องอ่านให้ครบ: เลนส์ที่กันได้ถึง 400 นาโนเมตร กันได้กว้างกว่าที่ ISO นิยามไว้ ซึ่งเป็นเรื่องดี ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
ที่ผิดคือการพูดว่า “ISO กำหนดว่าต้องกันถึง 400” — ไม่มีข้อกำหนดนั้น และถ้าร้านไหนอ้างแบบนี้ ก็แปลว่าอ่านมาตรฐานไม่ครบ
ส่วนหมวดความเข้มตาม ISO 12312-1 เป็น วิธีเดียวที่อ้างอิงได้ เมื่อจะบอกว่าเลนส์กันแดดหรือเลนส์เปลี่ยนสี “เข้มแค่ไหน” ถ้าโบรชัวร์บอกแค่ “เข้ม 88%” โดยไม่บอกหมวด ตัวเลขนั้นยังลอยอยู่
ส่วนที่เป็นการทดสอบภายในของผู้ผลิต ไม่ใช่มาตรฐานสากล
หัวข้อนี้สำคัญ เพราะเป็นจุดที่โบรชัวร์และร้านมักพูดปนกันจนแยกไม่ออก
รายการต่อไปนี้เป็น การทดสอบภายในของผู้ผลิต ไม่ใช่ข้อกำหนด ISO ของเลนส์แว่นตา
การพ่นละอองเกลือ (salt spray)
การวนรอบความร้อน-ความชื้น (thermal / humidity cycling)
ชุดทดสอบรวมที่แบรนด์ตั้งชื่อเอง — เช่นที่ Essilor ระบุว่ามีโปรโตคอลทดสอบรวมภายในชื่อ “Lifeproof multi-test” สำหรับ Crizal โดยไม่เปิดเผยคะแนน
เราไม่ได้บอกว่าการทดสอบเหล่านี้ไม่มีค่า ผู้ผลิตที่ลงทุนทำชุดทดสอบของตัวเองก็แสดงว่าเอาจริงกับเรื่องความทน
แต่เวลาอ้าง ต้องอ้างให้ตรงว่า “เป็นการทดสอบของผู้ผลิตเอง” ไม่ใช่ “ผ่านมาตรฐานสากล”
ส่วนที่ต้องพูดตรง ๆ: ทำไม “30%” ของสองแบรนด์เทียบกันไม่ได้
มาถึงคำถามในหัวเรื่อง
ตัวเลขที่เราเห็นกันจริง ๆ มีหน้าตาแบบนี้
Hoya ระบุว่า Hi-Vision LongLife ทนรอยกว่าถึง 30% และ เช็ดง่ายกว่าถึง 75% เทียบกับคู่แข่งที่ไม่ระบุชื่อ
Hoya ระบุว่า Super HiVision Meiryo EX4 ลดการสะท้อนลง 56% ทนรอยถึง 2.5 เท่า และเช็ดง่ายนานกว่า 10 เท่า
Essilor ระบุว่า Crizal Sapphire HR ทนรอยกว่า Crizal Sapphire 360° ได้ถึง 70%
ข้อแรก: “กว่า” นี่กว่าอะไร
ตัวเลขของ Hoya เทียบกับ “แบรนด์ชั้นนำที่ไม่ระบุชื่อ” ส่วนตัวเลขของ Essilor เทียบกับ รุ่นก่อนของตัวเอง ซึ่งเป็นการเทียบที่ตรงไปตรงมากว่า แต่ก็บอกอะไรเกี่ยวกับยี่ห้ออื่นไม่ได้เลย
เมื่อตัวตั้งต้นของการเทียบต่างกัน เปอร์เซ็นต์สองตัวก็ไม่ได้อยู่บนสเกลเดียวกัน
ข้อสอง: แต่ละเจ้าเลือกวิธีทดสอบและเงื่อนไขเอง
“ทนรอย” วัดด้วย Bayer หรือด้วยใยเหล็ก น้ำหนักกดเท่าไหร่ กี่รอบ วัดฝ้าที่มุมไหน — คำตอบต่างกันได้ทั้งหมด และไม่มีข้อบังคับให้เปิดเผย
ข้อสาม: ผู้ผลิตบางรายบอกข้อจำกัดของตัวเองไว้แล้ว
นี่คือสิ่งที่เราอยากให้สังเกต — ในเอกสารของ Hoya เองมีหมายเหตุกำกับว่าผลดังกล่าวมาจาก “บริบทการทดสอบที่จำกัด”
การที่ผู้ผลิตเขียนหมายเหตุนั้นไว้ ไม่ใช่เรื่องน่าตำหนิ ตรงกันข้าม มันคือความตรงไปตรงมาที่คนอ่านโบรชัวร์ควรอ่านให้เห็น
ข้อสี่: ไม่มีหน่วยงานกลางออกคะแนนเปรียบเทียบชั้นเคลือบ
ISO 8980-5 บอกได้แค่ว่า “ผ่านพื้นขั้นต่ำสำหรับการเคลมว่าทนรอย” ไม่ได้ออกคะแนนเรียงอันดับ
สรุปที่ซื่อสัตย์ที่สุดคือ — เปอร์เซ็นต์ของแต่ละแบรนด์ใช้ได้ดีเมื่อเทียบ ภายในแบรนด์เดียวกัน ว่ารุ่นใหม่ดีขึ้นกว่ารุ่นเก่าแค่ไหน แต่ ใช้เทียบข้ามแบรนด์ไม่ได้ เพราะแต่ละเจ้าทดสอบกับคู่แข่งที่ไม่ระบุชื่อในเงื่อนไขของตัวเอง
และเงื่อนไขการรับประกันชั้นเคลือบก็ต่างกันตามประเทศและตัวแทนจำหน่าย สิ่งที่อ่านเจอบนเว็บต่างประเทศจึงไม่ใช่สิ่งที่คุณจะได้เสมอ ให้ขอให้ร้านยืนยันเงื่อนไขที่ตัวแทนในไทยให้ไว้
เอาไปใช้ยังไง
วิธีอ่านโบรชัวร์ใน 30 วินาที
หาคำว่า “กว่า” แล้วถามว่า กว่าอะไร ถ้าไม่บอก ให้ถือว่าตัวเลขนั้นใช้เทียบข้ามแบรนด์ไม่ได้
หา ตัวเล็ก ๆ ท้ายหน้า ผู้ผลิตที่จริงจังมักเขียนเงื่อนไขไว้ และบางรายเขียนข้อจำกัดของตัวเองไว้ด้วย
ดูว่ามี ชื่อการทดสอบ ไหม — Bayer, ใยเหล็กกี่กิโลกรัม, เทปยึดเกาะ ถ้ามีชื่อและตัวเลขเงื่อนไข น่าเชื่อกว่าคำว่า “ทนพิเศษ”
คำถามที่ควรถามร้าน
ชั้นเคลือบตัวนี้มีค่า Bayer ratio เท่าไหร่ (ถ้าร้านไม่มีข้อมูล ก็ไม่ผิด แต่คำตอบว่า “สูงมากครับ” ไม่นับ)
ตัวเลขที่โบรชัวร์อ้าง เทียบกับอะไร รุ่นก่อนของตัวเอง หรือยี่ห้ออื่น
ผ่าน ISO 8980-5 ไหม (นี่คือคำถามที่ตอบได้ด้วยเอกสาร)
ถ้าเป็นเลนส์เปลี่ยนสีหรือเลนส์กันแดด อยู่ หมวดไหนตาม ISO 12312-1 ตอนเข้มสุด
เงื่อนไขการรับประกันชั้นเคลือบในไทยครอบคลุมอะไร และต้องเคลมกับใคร
สรุปให้
Bayer abrasion (ASTM F735) = เขย่าผงขัดอะลูมินา-เซอร์โคเนียบนเลนส์ แล้วหาอัตราส่วนค่าฝ้าเทียบกับเลนส์ CR-39 ไม่เคลือบ · ratio ≥ 4 ถือว่าฮาร์ดโค้ตระดับพรีเมียม และเป็นตัวเลขที่บอกฐานการเทียบชัดที่สุด
Steel wool test = ลากฝอยเหล็กด้วยน้ำหนักกดที่กำหนด · ไม่มี ISO เฉพาะ จึงต้องอ่านพร้อมเงื่อนไขเสมอ
Cross-hatch tape test = กรีดตาราง ติดเทป ดึง เพื่อวัดการยึดเกาะ · ทำทั้งก่อนและหลังย้อมสีหรือต้มน้ำ เพราะนั่นคือช่วงที่รอยต่อถูกทรมานจริง
ISO ที่อ้างได้จริง 3 ตัว: 8980-5 (ผิวทนการขัดสี), 8980-3 (การส่องผ่านแสงและยูวี — นิยาม UV-A ถึง 380 นาโนเมตร จึงทำให้ “UV400” เป็นคำการตลาด), 12312-1 (หมวดความเข้ม) · ทั้งสามเป็นพื้นขั้นต่ำ ไม่ใช่ตารางจัดอันดับ
salt spray และการวนรอบความร้อน-ความชื้น เป็นการทดสอบภายในของผู้ผลิต ไม่ใช่ข้อกำหนด ISO ของเลนส์แว่นตา · และเปอร์เซ็นต์ของแต่ละแบรนด์ ใช้เทียบภายในแบรนด์ได้ แต่เทียบข้ามแบรนด์ไม่ได้
แหล่งอ้างอิง
ASTM F735 (Bayer abrasion, ฉบับปี 2565): https://store.astm.org/f0735-22.html
Taber Industries — Bayer abrasion test: https://www.taberindustries.com/bayer-abrasion-test
ISO 8980-5 — ผิวเลนส์ที่อ้างว่าทนการขัดสี: https://www.iso.org/standard/38975.html
ISO 8980-3 — การส่องผ่านแสงและรังสียูวี: https://www.iso.org/standard/75921.html
ISO 12312-1 — หมวดความเข้มของเลนส์กันแดด: https://www.iso.org/standard/77321.html
20/20 Magazine — Testing scratch-resistant and AR lenses: https://www.2020mag.com/article/testing-scratch-resistant-and-ar-lenses
20/20 Magazine — Is your AR coating stressed out?: https://www.2020mag.com/article/is-your-ar-coating-stressed-out
mivision (มิ.ย. 2566) — The curious case of coatings: https://mivision.com.au/2023/06/the-curious-case-of-coatings/
Hoya — Hi-Vision LongLife: https://www.hoyavision.com/vision-products/anti-reflective-coatings/hi-vision-longlife/
Hoya (ข่าวประชาสัมพันธ์) — Super HiVision Meiryo EX4: https://www.prnewswire.com/news-releases/hoya-vision-care-introduces-super-hivision-meiryo-ex4-…-301939306.html
Essilor Pro — Crizal Sapphire HR: https://www.essilorpro.com/resources/crizal/crizal-sapphire-hr
.png)
ความคิดเห็น