top of page

บทความที่ 214 : ทดสอบชั้นเคลือบกันอย่างไร: ตัวเลข “ทนกว่า 30%” มาจากไหน

tbfc1000
11 ต.ค.
ยาว 3 นาที
สรุปสั้น: ชั้นเคลือบเลนส์มีวิธีทดสอบจริง 3 แบบที่วงการใช้กัน — เขย่าผงขัดบนเลนส์แล้ววัดฝ้า (Bayer abrasion ตาม ASTM F735), ลากใยเหล็กด้วยน้ำหนักกดที่กำหนด และกรีดตารางแล้วติดเทปดึงเพื่อดูว่าชั้นเคลือบหลุดไหม ส่วนมาตรฐาน ISO ที่อ้างได้จริงมี 3 ตัวและทำหน้าที่เป็น “พื้นขั้นต่ำ” ไม่ใช่ตารางจัดอันดับ บทความนี้อธิบายแต่ละการทดสอบให้เห็นภาพ และตอบตรง ๆ ว่าทำไมตัวเลข “ทนกว่า 30%” ของสองแบรนด์เอามาเทียบกันไม่ได้

เคยหยิบโบรชัวร์เลนส์สองใบมาวางข้างกันไหม


ใบหนึ่งบอกว่า “ทนรอยกว่าถึง 30%” อีกใบบอกว่า “ทนรอยกว่าถึง 2.5 เท่า”


ถ้าอ่านเร็ว ๆ เราจะสรุปทันทีว่าใบที่สองชนะ


แต่พออ่านตัวเล็ก ๆ ข้างล่าง จะเห็นว่าทั้งสองใบเทียบกับ “แบรนด์ชั้นนำ” ที่ไม่ระบุชื่อ — และไม่บอกว่าใช้การทดสอบแบบไหน กดด้วยน้ำหนักเท่าไหร่ หรือวัดที่อุณหภูมิเท่าไหร่


มันเหมือนแม่ค้าสองเจ้าในตลาดเดียวกันที่ต่างบอกว่า “ของเจ้านี้หอมกว่าเจ้าอื่น 30%” โดยที่แต่ละเจ้าเลือก “เจ้าอื่น” คนละเจ้า และใช้จมูกตัวเองเป็นเครื่องวัด


ไม่ได้แปลว่าใครโกหก แต่แปลว่าตัวเลขสองตัวนั้นอยู่คนละสเกลกัน


บทความนี้จะพาไปดูว่าห้องแล็บทดสอบชั้นเคลือบกันจริงอย่างไร แล้วคุณจะอ่านโบรชัวร์ออกด้วยตัวเอง


ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับคุณ

เพราะ “ความทนของชั้นเคลือบ” เป็นเหตุผลอันดับหนึ่งที่ร้านใช้ขอให้เราจ่ายเพิ่ม และเป็นข้ออ้างที่เราตรวจสอบเองได้ยากที่สุด


เราไม่มีเครื่องวัดฝ้าที่บ้าน และเราจะรู้ว่าชั้นเคลือบทนจริงไหมก็ตอนที่ผ่านไปสองปีแล้ว ซึ่งสายเกินกว่าจะเปลี่ยนใจ


สิ่งที่เราทำได้คือรู้จักวิธีทดสอบ เพื่อจะถามคำถามที่ถูก และรู้ว่าตัวเลขแบบไหนมีน้ำหนัก ตัวเลขแบบไหนแค่ฟังดูดี


อ่านจบแล้วคุณจะแยกได้ว่าอันไหนคือ “มาตรฐานสากล” อันไหนคือ “การทดสอบภายในของผู้ผลิต” และอันไหนคือคำการตลาด


การทดสอบที่ 1: Bayer abrasion — เครื่องเขย่าผงขัดบนหน้าเลนส์

มาตรฐาน: ASTM F735


นี่คือการทดสอบความทนรอยที่วงการเลนส์ใช้อ้างมากที่สุด และหลักการเข้าใจง่ายกว่าที่ชื่อทำให้กลัว


ลองจินตนาการว่าเอาเลนส์วางในถาด โรยผงขัดลงไปกลบ แล้วเอาถาดนั้นไปวางบนเครื่องที่เขย่าไปกลับซ้าย-ขวาเป็นจำนวนรอบที่กำหนด


ผงขัดที่ใช้คือผงอะลูมินา-เซอร์โคเนีย (เมล็ดแข็งคมระดับที่ใช้ขัดโลหะ) การเขย่าทำให้เมล็ดผงไถไปบนผิวเลนส์นับพันครั้ง เกิดรอยขนเล็ก ๆ ทั่วหน้า


เสร็จแล้วเอาเลนส์ไปวัดค่า ฝ้า (haze) คือปริมาณแสงที่กระจัดกระจายเพราะรอย ยิ่งฝ้าเพิ่มมาก แปลว่าถูกขัดเสียหายมาก


จุดสำคัญที่คนไม่ค่อยรู้: ค่านี้เป็น “อัตราส่วน” ไม่ใช่คะแนนดิบ


ในถาดจะมีเลนส์สองชิ้นเขย่าไปพร้อมกัน — เลนส์ตัวอย่างที่เคลือบแล้ว และเลนส์ CR-39 ที่ไม่เคลือบอะไรเลย ทำหน้าที่เป็นตัวอ้างอิง


แล้วคำนวณ Bayer ratio = ค่าฝ้าที่เพิ่มขึ้นของตัวอ้างอิง ÷ ค่าฝ้าที่เพิ่มขึ้นของตัวอย่าง


แปลเป็นภาษาคนคือ “ตัวอ้างอิงเสียหายมากกว่าตัวเราไปกี่เท่า” — ได้ 4 แปลว่าเลนส์เคลือบชิ้นนี้เกิดฝ้าน้อยกว่าเลนส์ CR-39 เปล่า ๆ อยู่ 4 เท่า


วงการถือกันว่า Bayer ratio ตั้งแต่ 4 ขึ้นไป คือฮาร์ดโค้ตระดับพรีเมียม


และนี่คือเหตุผลที่ตัวเลข Bayer มีน้ำหนักกว่าคำว่า “ทนกว่า 30%” — เพราะมันบอกว่าเทียบกับอะไร คือเทียบกับเลนส์ CR-39 ไม่เคลือบ ซึ่งเป็นของที่ทุกห้องแล็บหาได้เหมือนกัน


ข้อจำกัดที่ต้องรู้: การเขย่าผงขัดเลียนแบบการสึกจากฝุ่นและการเช็ด แต่ไม่ได้เลียนแบบการครูดกับของแข็งชิ้นเดียว เช่นวางแว่นคว่ำบนโต๊ะหินแล้วลาก นั่นเป็นอีกกลไกหนึ่ง


การทดสอบที่ 2: Steel wool — ลากใยเหล็กด้วยน้ำหนักที่กำหนด

มาตรฐาน: ไม่มี ISO เฉพาะสำหรับเลนส์แว่น


การทดสอบนี้บ้าน ๆ กว่าที่คิด และนึกภาพได้ทันที


ใช้ ฝอยเหล็กขัดหม้อ เกรดที่กำหนด กดลงบนเลนส์ด้วยน้ำหนักที่กำหนด แล้วลากไปกลับเป็นจำนวนรอบที่กำหนด จากนั้นดูว่าเกิดรอยมากน้อยแค่ไหน


จุดแข็งคือทำได้ง่ายและให้ความรู้สึกใกล้เคียงชีวิตจริง — เพราะการเช็ดแว่นด้วยผ้าที่มีฝุ่นเกาะ ก็คือการลากเมล็ดแข็งบนผิวเลนส์แบบเดียวกัน


จุดอ่อนคือ ไม่มีมาตรฐาน ISO เฉพาะกำกับสำหรับเลนส์แว่น ทำเชิงคุณภาพก็ได้ (ลากด้วยมือแล้วดูตา) ทำเชิงปริมาณก็ได้ (ใช้จิ๊กจับน้ำหนักและนับรอบ) แต่ละที่จึงตั้งเงื่อนไขเองได้


และนั่นทำให้ตัวเลขที่อ้างจากการทดสอบนี้ต้องอ่านพร้อมเงื่อนไขเสมอ


ตัวอย่างที่ผู้ผลิตระบุไว้ชัดเจนที่สุดรายหนึ่ง: Hoya ระบุว่า Super HiVision Meiryo EX4 ผ่านการทดสอบใยเหล็กแบบถ่วงน้ำหนักที่ 2.5 กิโลกรัม ขณะที่คู่แข่ง (ไม่ระบุชื่อ) ไม่ผ่านที่ราว 1 กิโลกรัม


ข้อดีของการอ้างแบบนี้คือมีตัวเลขน้ำหนักกดกำกับ ทำให้พอเห็นภาพ ข้อจำกัดคือยังไม่บอกว่าคู่แข่งคือรุ่นอะไร เกรดใยเหล็กเบอร์ไหน และลากกี่รอบ


การทดสอบที่ 3: Cross-hatch adhesion tape test — กรีดตาราง ติดเทป แล้วดึง

นี่คือการทดสอบที่ตอบคำถามต่างจากสองข้อบน


สองข้อบนถามว่า “ชั้นเคลือบทนการขัดไหม” ข้อนี้ถามว่า “ชั้นเคลือบเกาะติดเนื้อเลนส์แน่นแค่ไหน” ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน


วิธีทำ: ใช้ใบมีดกรีดรอยขนานสองทิศทางตัดกันเป็นตาราง ให้รอยกรีดทะลุชั้นเคลือบลงถึงเนื้อเลนส์ แล้วแปะเทปกาวทับตาราง กดให้แนบ จากนั้นดึงเทปออก


ถ้าดึงแล้วไม่มีช่องไหนหลุดติดเทปมาเลย ถือว่า ยึดเกาะ 100% ถ้ามีเศษชั้นเคลือบหลุดติดเทปมา แปลว่าการยึดเกาะไม่ผ่าน


จุดที่ทำให้การทดสอบนี้มีค่าจริง ๆ คือเขาทำสองรอบ


รอบแรกทำกับเลนส์ที่เพิ่งเคลือบเสร็จ รอบที่สองทำ หลังผ่านการย้อมสีหรือแช่น้ำเดือด


เหตุผลคือทั้งสองอย่างนั้นเป็นช่วงที่ชั้นเคลือบถูกทรมานหนักที่สุดในกระบวนการจริง — ความร้อนและน้ำทำให้เนื้อเลนส์กับชั้นเคลือบขยายตัวไม่เท่ากัน รอยต่อที่อ่อนอยู่แล้วจะเผยตัวตอนนั้น


พูดง่าย ๆ คือ ชั้นเคลือบที่ผ่านเทปทั้งก่อนและหลังต้มน้ำ คือชั้นเคลือบที่มีโอกาสรอดจากรถที่จอดตากแดดหน้าห้างมากกว่า


ข้อที่ต้องซื่อสัตย์: เวอร์ชันอุตสาหกรรมทั่วไปของการทดสอบเทปแบบกรีดตารางคือ ASTM D3359 แต่ เรายังยืนยันไม่ได้ว่ามาตรฐานฉบับนั้นถูกอ้างอย่างเป็นทางการสำหรับชั้นกันสะท้อนของเลนส์แว่นตา เราจึงเรียกมันว่า “การทดสอบยึดเกาะด้วยเทปแบบกรีดตาราง” ไม่ใช่ “มาตรฐาน ASTM D3359 ของเลนส์”


มาตรฐาน ISO ที่อ้างได้จริง — และมันบอกอะไร

มาตรฐาน ISO ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มี 3 ตัว และสิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ ทั้งสามตัวเป็น “พื้นขั้นต่ำ” และ “วิธีวัดให้ตรงกัน” ไม่ใช่ตารางจัดอันดับว่าแบรนด์ไหนดีกว่า


มาตรฐาน

ว่าด้วยเรื่อง

สาระที่ใช้ได้จริง

ISO 8980-5:2005

ผิวเลนส์ที่อ้างว่าทนการขัดสี

กำหนดข้อกำหนดขั้นต่ำและวิธีทดสอบ · ผ่าน = มีสิทธิ์เคลมว่า “ทนรอย” ไม่ได้แปลว่าทนที่สุด

ISO 8980-3:2022 (+Amd 1)

การส่องผ่านแสงและรังสียูวี

นิยาม UV-B 280–315 นาโนเมตร และ UV-A 315–380 นาโนเมตร · เลนส์ใส (ส่องผ่านแสง τv > 80%): UV-A ต้องไม่เกิน τv และ UV-B ไม่เกิน 0.05 τv · เลนส์หมวด 3: UV-A ไม่เกิน 0.5 τv และ UV-B ไม่เกิน 1.0% สัมบูรณ์

ISO 12312-1:2022

หมวดความเข้มของเลนส์กันแดด

หมวด 0 ส่องผ่าน >80%, 1 43–80%, 2 18–43%, 3 8–18%, 4 3–8% · หมวด 4 ห้ามใช้ขับรถ


เรื่องที่คนอ่านส่วนใหญ่ไม่เคยรู้มาก่อน — ขอบ 380 นาโนเมตร


สังเกตในตารางว่า ISO 8980-3 นิยาม UV-A ไว้ถึง 380 นาโนเมตร ไม่ใช่ 400


แปลว่าคำว่า “UV400” เป็นคำทางการตลาด ไม่ใช่ขอบเขต UV-A ตาม ISO


ตรงนี้ต้องอ่านให้ครบ: เลนส์ที่กันได้ถึง 400 นาโนเมตร กันได้กว้างกว่าที่ ISO นิยามไว้ ซึ่งเป็นเรื่องดี ไม่ใช่เรื่องเสียหาย


ที่ผิดคือการพูดว่า “ISO กำหนดว่าต้องกันถึง 400” — ไม่มีข้อกำหนดนั้น และถ้าร้านไหนอ้างแบบนี้ ก็แปลว่าอ่านมาตรฐานไม่ครบ


ส่วนหมวดความเข้มตาม ISO 12312-1 เป็น วิธีเดียวที่อ้างอิงได้ เมื่อจะบอกว่าเลนส์กันแดดหรือเลนส์เปลี่ยนสี “เข้มแค่ไหน” ถ้าโบรชัวร์บอกแค่ “เข้ม 88%” โดยไม่บอกหมวด ตัวเลขนั้นยังลอยอยู่


ส่วนที่เป็นการทดสอบภายในของผู้ผลิต ไม่ใช่มาตรฐานสากล

หัวข้อนี้สำคัญ เพราะเป็นจุดที่โบรชัวร์และร้านมักพูดปนกันจนแยกไม่ออก


รายการต่อไปนี้เป็น การทดสอบภายในของผู้ผลิต ไม่ใช่ข้อกำหนด ISO ของเลนส์แว่นตา


  • การพ่นละอองเกลือ (salt spray)

  • การวนรอบความร้อน-ความชื้น (thermal / humidity cycling)

  • ชุดทดสอบรวมที่แบรนด์ตั้งชื่อเอง — เช่นที่ Essilor ระบุว่ามีโปรโตคอลทดสอบรวมภายในชื่อ “Lifeproof multi-test” สำหรับ Crizal โดยไม่เปิดเผยคะแนน


เราไม่ได้บอกว่าการทดสอบเหล่านี้ไม่มีค่า ผู้ผลิตที่ลงทุนทำชุดทดสอบของตัวเองก็แสดงว่าเอาจริงกับเรื่องความทน


แต่เวลาอ้าง ต้องอ้างให้ตรงว่า “เป็นการทดสอบของผู้ผลิตเอง” ไม่ใช่ “ผ่านมาตรฐานสากล”


ส่วนที่ต้องพูดตรง ๆ: ทำไม “30%” ของสองแบรนด์เทียบกันไม่ได้

มาถึงคำถามในหัวเรื่อง


ตัวเลขที่เราเห็นกันจริง ๆ มีหน้าตาแบบนี้


  • Hoya ระบุว่า Hi-Vision LongLife ทนรอยกว่าถึง 30% และ เช็ดง่ายกว่าถึง 75% เทียบกับคู่แข่งที่ไม่ระบุชื่อ

  • Hoya ระบุว่า Super HiVision Meiryo EX4 ลดการสะท้อนลง 56% ทนรอยถึง 2.5 เท่า และเช็ดง่ายนานกว่า 10 เท่า

  • Essilor ระบุว่า Crizal Sapphire HR ทนรอยกว่า Crizal Sapphire 360° ได้ถึง 70%


ข้อแรก: “กว่า” นี่กว่าอะไร


ตัวเลขของ Hoya เทียบกับ “แบรนด์ชั้นนำที่ไม่ระบุชื่อ” ส่วนตัวเลขของ Essilor เทียบกับ รุ่นก่อนของตัวเอง ซึ่งเป็นการเทียบที่ตรงไปตรงมากว่า แต่ก็บอกอะไรเกี่ยวกับยี่ห้ออื่นไม่ได้เลย


เมื่อตัวตั้งต้นของการเทียบต่างกัน เปอร์เซ็นต์สองตัวก็ไม่ได้อยู่บนสเกลเดียวกัน


ข้อสอง: แต่ละเจ้าเลือกวิธีทดสอบและเงื่อนไขเอง


“ทนรอย” วัดด้วย Bayer หรือด้วยใยเหล็ก น้ำหนักกดเท่าไหร่ กี่รอบ วัดฝ้าที่มุมไหน — คำตอบต่างกันได้ทั้งหมด และไม่มีข้อบังคับให้เปิดเผย


ข้อสาม: ผู้ผลิตบางรายบอกข้อจำกัดของตัวเองไว้แล้ว


นี่คือสิ่งที่เราอยากให้สังเกต — ในเอกสารของ Hoya เองมีหมายเหตุกำกับว่าผลดังกล่าวมาจาก “บริบทการทดสอบที่จำกัด”


การที่ผู้ผลิตเขียนหมายเหตุนั้นไว้ ไม่ใช่เรื่องน่าตำหนิ ตรงกันข้าม มันคือความตรงไปตรงมาที่คนอ่านโบรชัวร์ควรอ่านให้เห็น


ข้อสี่: ไม่มีหน่วยงานกลางออกคะแนนเปรียบเทียบชั้นเคลือบ


ISO 8980-5 บอกได้แค่ว่า “ผ่านพื้นขั้นต่ำสำหรับการเคลมว่าทนรอย” ไม่ได้ออกคะแนนเรียงอันดับ


สรุปที่ซื่อสัตย์ที่สุดคือ — เปอร์เซ็นต์ของแต่ละแบรนด์ใช้ได้ดีเมื่อเทียบ ภายในแบรนด์เดียวกัน ว่ารุ่นใหม่ดีขึ้นกว่ารุ่นเก่าแค่ไหน แต่ ใช้เทียบข้ามแบรนด์ไม่ได้ เพราะแต่ละเจ้าทดสอบกับคู่แข่งที่ไม่ระบุชื่อในเงื่อนไขของตัวเอง


และเงื่อนไขการรับประกันชั้นเคลือบก็ต่างกันตามประเทศและตัวแทนจำหน่าย สิ่งที่อ่านเจอบนเว็บต่างประเทศจึงไม่ใช่สิ่งที่คุณจะได้เสมอ ให้ขอให้ร้านยืนยันเงื่อนไขที่ตัวแทนในไทยให้ไว้


เอาไปใช้ยังไง

วิธีอ่านโบรชัวร์ใน 30 วินาที


  1. หาคำว่า “กว่า” แล้วถามว่า กว่าอะไร ถ้าไม่บอก ให้ถือว่าตัวเลขนั้นใช้เทียบข้ามแบรนด์ไม่ได้

  2. หา ตัวเล็ก ๆ ท้ายหน้า ผู้ผลิตที่จริงจังมักเขียนเงื่อนไขไว้ และบางรายเขียนข้อจำกัดของตัวเองไว้ด้วย

  3. ดูว่ามี ชื่อการทดสอบ ไหม — Bayer, ใยเหล็กกี่กิโลกรัม, เทปยึดเกาะ ถ้ามีชื่อและตัวเลขเงื่อนไข น่าเชื่อกว่าคำว่า “ทนพิเศษ”


คำถามที่ควรถามร้าน


  1. ชั้นเคลือบตัวนี้มีค่า Bayer ratio เท่าไหร่ (ถ้าร้านไม่มีข้อมูล ก็ไม่ผิด แต่คำตอบว่า “สูงมากครับ” ไม่นับ)

  2. ตัวเลขที่โบรชัวร์อ้าง เทียบกับอะไร รุ่นก่อนของตัวเอง หรือยี่ห้ออื่น

  3. ผ่าน ISO 8980-5 ไหม (นี่คือคำถามที่ตอบได้ด้วยเอกสาร)

  4. ถ้าเป็นเลนส์เปลี่ยนสีหรือเลนส์กันแดด อยู่ หมวดไหนตาม ISO 12312-1 ตอนเข้มสุด

  5. เงื่อนไขการรับประกันชั้นเคลือบในไทยครอบคลุมอะไร และต้องเคลมกับใคร


สรุปให้

  • Bayer abrasion (ASTM F735) = เขย่าผงขัดอะลูมินา-เซอร์โคเนียบนเลนส์ แล้วหาอัตราส่วนค่าฝ้าเทียบกับเลนส์ CR-39 ไม่เคลือบ · ratio ≥ 4 ถือว่าฮาร์ดโค้ตระดับพรีเมียม และเป็นตัวเลขที่บอกฐานการเทียบชัดที่สุด

  • Steel wool test = ลากฝอยเหล็กด้วยน้ำหนักกดที่กำหนด · ไม่มี ISO เฉพาะ จึงต้องอ่านพร้อมเงื่อนไขเสมอ

  • Cross-hatch tape test = กรีดตาราง ติดเทป ดึง เพื่อวัดการยึดเกาะ · ทำทั้งก่อนและหลังย้อมสีหรือต้มน้ำ เพราะนั่นคือช่วงที่รอยต่อถูกทรมานจริง

  • ISO ที่อ้างได้จริง 3 ตัว: 8980-5 (ผิวทนการขัดสี), 8980-3 (การส่องผ่านแสงและยูวี — นิยาม UV-A ถึง 380 นาโนเมตร จึงทำให้ “UV400” เป็นคำการตลาด), 12312-1 (หมวดความเข้ม) · ทั้งสามเป็นพื้นขั้นต่ำ ไม่ใช่ตารางจัดอันดับ

  • salt spray และการวนรอบความร้อน-ความชื้น เป็นการทดสอบภายในของผู้ผลิต ไม่ใช่ข้อกำหนด ISO ของเลนส์แว่นตา · และเปอร์เซ็นต์ของแต่ละแบรนด์ ใช้เทียบภายในแบรนด์ได้ แต่เทียบข้ามแบรนด์ไม่ได้


แหล่งอ้างอิง


อ่านต่อ

หน้าหลักที่เกี่ยวข้อง


บทความที่เกี่ยวข้อง

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
บทความที่ 223 : เปลี่ยนเลนส์ใหม่ทุกกี่ปี และเมื่อไหร่ควรอัปเกรดรุ่น ไม่ใช่แค่เปลี่ยนค่าสายตา

“ค่าสายตาเท่าเดิม” ไม่ได้แปลว่าเลนส์คู่เดิมยังทำงานเหมือนเดิม ชั้นเคลือบมีอายุที่ถูกกำหนดด้วยฟิสิกส์ของความร้อนและแรงเค้นในชั้นเคลือบ ไม่ใช่

 
 
 
บทความที่ 222 : อ่านใบวัดสายตาของตัวเอง: SPH, CYL, AXIS, ADD, PD และปริซึม

ใบวัดสายตาคือกระดาษที่บอก “ตาคุณต้องการกำลังแก้เท่าไหร่” ไม่ใช่ใบสั่งเลนส์ SPH บอกกำลังหลักและเครื่องหมายบวกลบบอกทิศทางของปัญหา CYL กับ AXIS

 
 
 
บทความที่ 221 : ค่าสายตาสองข้างต่างกันมาก: ทำไมเลนส์ธรรมดาใส่ไม่สบาย

ถ้าค่าสายตาสองข้างของคุณต่างกันหลายขั้น — ภาวะที่เรียกว่า anisometropia (ภาวะค่าสายตาสองข้างไม่เท่ากัน) — ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ “ข้างหนึ่งชั

 
 
 

ความคิดเห็น


แว่นปุถุชน โปรเกรสซีฟ
โปรเกรสซีฟ @แว่นปุถุชน  เลนส์ แว่นตา สายตายาว  ควบคุม โดยนักทัศนมาตร และผู้เชี่ยวชาญด้านโปรเกรสซีฟ โดยตรง  ร้านแว่นตา ราคาดี
แว่นปุถุชน โปรเกรสซีฟ
​ร้านแว่นปุถุชน
เลขที่ 19 ซอยพหลโยธิน 21
ถนนพหลโยธิน แขวงจตุจักร
เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทร. 092 562 1664
​

PUTUCHON 19 Phaholyothin 21 Rd. Jatujak Bangkok 10900 Tel. 092 562 1664

by แว่นปุถุชน(Putuchon)--OpticsRepublic Proudly created with Wix.com

แว่นปุถุชน optics republic

ผู้ส่งออกเลนส์โปรเกรสซีฟ จำหน่ายตรงถึงผู้ใช้ มีทั้ง เลนส์แบรนด์ต่างประเทศ และเลนส์โปรเกรสซีฟ House Brand คุณภาพสูง คุ้มค่า คุ้มราคากว่า ทำงานโดยทีมงานคุณภาพที่เป็นผู้ชำนาญส่งออกและนำเข้าสินค้าทางวิทยาศาสตร์กว่า 30 ปี ควบคุมการตรวจวัดสายตาโดยนักทัศนมาตรผู้ได้รับใบอนุญาต การจ่ายเลนส์โปรเกรสซีฟโดยนักทัศนมาตร และทีมช่างคุณภาพเชี่ยวชาญเรื่องการเลือกและ Fitting โปรเกรสซีฟ (ใช้เวลา ประมาณ30–45 นาที) รับนัดเท่านั้น ไม่มี Walk in

 

Optics Republic ( putuchon.com) is an optical store that specializing in Progressive lens. We started our business from our experties of being in the business of importing and exporting of Scientific related products, including long shelf life foods, industrial chemicals, lens and contact lens, over 30 years ago.

We have high quality progressive lenses from the international brands as well as the export quality prigressive lens from our House Brand produced at local and as well as international factories. All of our eye exams are done under the supervision of the Optometrist, skilled opticians and refractionist specializing in dispensing Progressive lens.

 

แว่นปุถุชน(Putuchon) --OpticsRepublic 19 ซอยพหลโยธิน 21 แขวงจตจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

19 Phaholyothin21 Rd. Jatujak Bangkok 10900

​

BTS สถานีพหลโยธิน 24 ทางออก 3 เดิน 250 เมตร

อยู่ใกล้ เซนทรัลลาดพร้าว (Central Ladprao) ยูเนียน มอลล์ Union Mall เมเจอร์ รัชโยธิน ( Major Ratchayothin) ตึกช้าง (Elephant Tower) ตึกรสา1 (Rasa1 Tower)

สามารถจอดรถหน้าร้านได้

Tel 092-562-1664 Line: https://lin.ee/9yYnLRI| Messenger: m.me/opticrepublic | www.putuchon.com

เปิดวัดสายตา วันพฤหัสบดี–วันอาทิตย์ 9.00-19.00 น (นัดหมายล่วงหน้า เท่านั้น ไม่รับ Walk in)

4.9 ★ จากรีวิว Google จากลูกค้าผู้ใช้จริง กว่า 200 รายการ  รีวิว (Review)​​

bottom of page