มองไม่ชัด เพราะ “สายตา” หรือเพราะ “โรคตา”?
รู้ต้นเหตุ ก่อนเลือกเลนส์ เพราะไม่ใช่ทุกปัญหาของดวงตาจะแก้ด้วยแว่นได้
มองป้ายไกลๆ ไม่ชัด ต้องยืดแขนออกเวลาอ่านหนังสือ เห็นไฟกลางคืนเป็นแฉก หรือเริ่มต้องถอดแว่นเพื่ออ่านข้อความเล็กๆ
อาการเหล่านี้ฟังดูเหมือนตาไม่ดี แต่ในความเป็นจริง หลายอาการไม่ใช่โรคตาเลย
สิ่งที่เราพบบ่อยมากคือความผิดปกติของการหักเหแสง พูดง่ายๆ คือแสงเข้าตาแล้วไม่ได้โฟกัสลงบนจอประสาทตาในตำแหน่งที่เหมาะสม ภาพจึงไม่คมชัด
กลุ่มนี้รวมถึงสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง รวมถึงสายตายาวตามวัย ซึ่งเกิดจากความสามารถในการโฟกัสใกล้ที่ลดลงเมื่ออายุมากขึ้น ปัญหาเหล่านี้จำนวนมากสามารถแก้การมองเห็นด้วยเลนส์แว่นตาที่เหมาะสม
แต่มีอีกกลุ่มหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือโรคหรือความผิดปกติของดวงตา
ต้อกระจก ต้อหิน โรคของจอประสาทตา กระจกตาผิดปกติ หรือความผิดปกติบางอย่างของดวงตา ไม่ใช่สิ่งที่ควรแก้ด้วยการเพิ่มค่าสายตาหรือเปลี่ยนเลนส์เพียงอย่างเดียว
ดังนั้นก่อนถามว่าควรใช้เลนส์อะไร อาจต้องตอบให้ได้ก่อนว่า
“ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากค่าสายตา หรือมีสิ่งอื่นที่ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม?”
4 ปัญหาค่าสายตาที่พบบ่อย — ต่างกันที่แสงไปตกตรงไหน
ดวงตาทำงานคล้ายระบบกล้อง แสงผ่านกระจกตาและเลนส์แก้วตา ก่อนถูกโฟกัสลงบนจอประสาทตา
ถ้าภาพตกในตำแหน่งที่เหมาะสม เราก็มองเห็นชัด แต่ถ้าจุดโฟกัสคลาดเคลื่อน ภาพก็เริ่มเบลอ
และตำแหน่งที่แสงไปตกนี่เอง ช่วยให้เราเข้าใจปัญหาค่าสายตาหลักๆ ได้ง่ายมาก
1. สายตาสั้น (Myopia)
ใกล้ชัด แต่โลกไกลๆ เริ่มเบลอ
สายตาสั้นเกิดเมื่อแสงถูกโฟกัสก่อนถึงจอประสาทตา สาเหตุอาจเกี่ยวข้องกับความยาวของลูกตาหรือกำลังหักเหแสงของระบบตา
ผลที่เกิดขึ้นคือมองไกลไม่ชัด แต่มองใกล้มักชัดกว่า เด็กอาจเริ่มหรี่ตามองกระดาน ผู้ใหญ่อาจอ่านโทรศัพท์ได้สบาย แต่ป้ายถนนเริ่มไม่คม
การแก้ไขการมองเห็นโดยทั่วไปใช้เลนส์กำลังลบ เพื่อปรับให้จุดโฟกัสกลับไปตกบนจอประสาทตา
สำหรับเด็กที่มีสายตาสั้นและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเร็ว ยังมีเลนส์ชะลอสายตาสั้น ซึ่งเป็นอีกกลุ่มหนึ่งและต้องประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล
2. สายตายาว (Hyperopia)
บางคนมองชัด แต่ต้องออกแรงเพื่อให้ชัด
สายตายาวมีหลักการตรงข้ามกับสายตาสั้น กล่าวคือระบบตาจะมีแนวโน้มทำให้แสงโฟกัสเลยจอประสาทตา
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ คนอายุน้อยที่มีสายตายาวบางคนยังมองเห็นชัด เพราะระบบปรับโฟกัสของดวงตายังสามารถช่วยชดเชยได้
จึงเกิดสถานการณ์ที่เห็นชัด แต่ตาเหนื่อย อาการอาจออกมาเป็นล้าตา ปวดกระบอกตา หรือปวดศีรษะหลังอ่านหนังสือหรือใช้สายตาใกล้นานๆ
การแก้ไขโดยทั่วไปใช้เลนส์กำลังบวก เพื่อช่วยให้แสงโฟกัสในตำแหน่งที่เหมาะสม
3. สายตาเอียง (Astigmatism)
ไม่ใช่แค่ภาพเบลอ แต่อาจเป็นภาพซ้อน มีเงา หรือไฟแตกเป็นแฉก
สายตาเอียงต่างออกไป แทนที่แสงจะรวมตัวอย่างเหมาะสมเป็นจุดเดียว ระบบหักเหแสงในแนวต่างๆ ของดวงตามีกำลังไม่เท่ากัน ทำให้ภาพที่ได้ไม่คมชัดในแบบเดียวกับสายตาสั้นหรือยาว
คนที่มีสายตาเอียงอาจรู้สึกว่าตัวหนังสือมีเงา ภาพไม่คมทั้งใกล้และไกล หรือเห็นไฟกลางคืนฟุ้งและเป็นแฉก
เลนส์สำหรับแก้สายตาเอียงจึงต้องมีทั้งค่ากำลังสายตาและองศาที่เหมาะสม
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการตรวจและประกอบเลนส์อย่างถูกต้องจึงสำคัญ โดยเฉพาะในผู้ที่มีสายตาเอียงมาก
4. สายตายาวตามวัย (Presbyopia)
เมื่อแขนดูเหมือนสั้นลง ทั้งที่จริงๆ เลนส์ตาของเรากำลังเปลี่ยน
อาการคลาสสิกคือ อ่านโทรศัพท์แล้วเริ่มต้องถือไกลขึ้น อ่านข้อความเล็กในที่แสงน้อยยากขึ้น หรืออ่านหนังสือนานๆ แล้วตาล้าง่าย
สายตายาวตามวัยเกิดจากความสามารถของระบบตาในการปรับโฟกัสระยะใกล้ที่ลดลงเมื่ออายุมากขึ้น
จึงต่างจาก Hyperopia แม้ภาษาไทยจะใช้คำว่าสายตายาวคล้ายกัน และคนที่สายตาสั้นอยู่แล้วก็เกิดภาวะนี้ได้เช่นกัน
ทางเลือกของเลนส์มีตั้งแต่แว่นอ่านหนังสือ เลนส์สองชั้น ไปจนถึงเลนส์โปรเกรสซีฟ ขึ้นอยู่กับค่าสายตาและชีวิตประจำวัน

แล้วเมื่อไรที่แว่นอาจไม่ใช่คำตอบ?
มองไม่ชัด ไม่ได้แปลว่าต้องเพิ่มเบอร์แว่นเสมอไป
มีภาวะและโรคทางตาหลายชนิดที่อาจทำให้การมองเห็นเปลี่ยนไป เช่น ต้อกระจก ต้อหิน โรคของจอประสาทตา หรือความผิดปกติของกระจกตา
เลนส์แว่นอาจช่วยปรับการมองเห็นในบางกรณีที่มีค่าสายตาร่วมด้วย แต่ไม่ได้รักษาต้นเหตุของโรคเหล่านี้
ดังนั้นหากผลการตรวจหรืออาการมีสิ่งที่อยู่นอกขอบเขตของการแก้ไขด้วยแว่น สิ่งที่เหมาะสมคือการประเมินทางการแพทย์โดยจักษุแพทย์
แว่นมีหน้าที่ช่วยจัดการแสง แต่โรคตาต้องจัดการที่สาเหตุของโรค
สองอย่างนี้ไม่ควรถูกนำมาปนกัน
รู้ปัญหาแล้ว ขั้นต่อไปคือเลือกเลนส์ให้ตรงกับชีวิต
แม้คนสองคนจะมีค่าสายตาเท่ากัน ก็ไม่ได้แปลว่าควรใช้เลนส์เหมือนกัน
เพราะคนหนึ่งอาจขับรถวันละหลายชั่วโมง อีกคนทำงานหน้าจอทั้งวัน อีกคนอายุเกิน 40 และต้องสลับระหว่างประชุม ใช้โน้ตบุ๊ก และใช้โทรศัพท์ตลอดเวลา
เลนส์จึงไม่ได้มีแค่ค่าสายตา แต่มีหลายรูปแบบตามการใช้งาน
Single Vision — เลนส์ชั้นเดียว
เรียบง่าย และมีพื้นที่การมองกว้าง
มีค่าสายตาหลักสำหรับระยะที่ออกแบบไว้ ใช้แก้สายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง
เหมาะกับคนที่ยังไม่ต้องการกำลังเพิ่มสำหรับการมองใกล้จากสายตายาวตามวัย
Relaxing / Pre-Progressive
สำหรับคนที่ใช้สายตาใกล้มาก แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องใช้โปรเกรสซีฟเต็มรูปแบบ
พื้นที่ส่วนใหญ่ทำงานคล้ายเลนส์ชั้นเดียว แต่บริเวณด้านล่างมีการเพิ่มกำลังเล็กน้อยเพื่อช่วยลดภาระการเพ่งระยะใกล้
อาจเหมาะกับวัยทำงานบางคนที่ใช้คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์เป็นเวลานาน ทั้งนี้ต้องพิจารณาจากผลตรวจและอาการจริง
Bifocal — เลนส์สองชั้น
ไกลหนึ่งโซน ใกล้อีกหนึ่งโซน
ส่วนบนสำหรับมองไกล ส่วนล่างสำหรับมองใกล้ โดยมีเส้นแบ่งให้เห็นบนเลนส์
ข้อดีคือพื้นที่ใกล้ค่อนข้างชัดเจนและเรียนรู้การใช้งานไม่ซับซ้อน แต่ไม่มีโซนระยะกลางต่อเนื่องแบบโปรเกรสซีฟ
Progressive — เลนส์โปรเกรสซีฟ
ไกล กลาง ใกล้ อยู่ในแว่นคู่เดียว
กำลังของเลนส์ค่อยๆ เปลี่ยนจากด้านบนลงด้านล่างโดยไม่มีเส้นแบ่ง จึงสามารถใช้มองไกล ใช้คอมพิวเตอร์ และอ่านโทรศัพท์ด้วยแว่นคู่เดียว
แต่โปรเกรสซีฟต้องอาศัยการเลือกโครงสร้างเลนส์ กรอบ การวัดตำแหน่ง และการปรับตัวที่เหมาะสม
Office Lens — เลนส์สำหรับโต๊ะทำงาน
ยอมเสียระยะไกล เพื่อแลกกับพื้นที่กลางและใกล้ที่กว้างขึ้น
เหมาะกับคนที่ใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่หน้าคอมพิวเตอร์และเอกสาร
เพราะไม่ต้องแบ่งพื้นที่ของเลนส์ไปให้การมองไกลมากเท่าโปรเกรสซีฟทั่วไป จึงสามารถออกแบบพื้นที่ระยะกลางและใกล้ให้เหมาะกับงานมากขึ้น
แต่ไม่ใช่แว่นสำหรับขับรถหรือใช้มองไกลทั่วไป
Myopia Control Lens
เลนส์สำหรับเด็กที่ต้องการมากกว่ามองชัด
ใช้สำหรับเด็กที่มีสายตาสั้นและได้รับการประเมินว่าเหมาะสมกับแนวทางการชะลอการดำเนินของสายตาสั้น
ไม่ใช่เด็กสายตาสั้นทุกคนต้องใช้ และควรมีการติดตามผลเป็นระยะ
Lenticular Lens
เมื่อค่าสายตาสูงมาก จนเลนส์ธรรมดาเริ่มไม่ใช่คำตอบที่เหมาะ
เป็นเลนส์เฉพาะทางสำหรับค่าสายตาสูงมาก โดยออกแบบบริเวณที่มีค่าสายตาหลักให้มีขนาดจำกัด เพื่อช่วยควบคุมความหนาและน้ำหนัก
ต้องสั่งทำและเลือกกรอบให้สัมพันธ์กับการออกแบบเลนส์
แล้ว Spherical, Aspheric และ Free-form คืออะไร?
คำเหล่านี้ทำให้หลายคนสับสน เพราะมันไม่ใช่คำตอบของคำถามเดียวกับ Single Vision หรือ Progressive
Single Vision, Progressive และ Office บอกว่าเลนส์ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานอย่างไร ส่วน Spherical, Aspheric และ Free-form เกี่ยวข้องกับรูปแบบการออกแบบหรือผลิตผิวเลนส์
Spherical
โครงสร้างผิวแบบดั้งเดิม ผลิตง่ายและมีต้นทุนไม่สูง
Aspheric
ออกแบบความโค้งให้เปลี่ยนไปตามตำแหน่งบนผิว ช่วยให้รูปทรงเลนส์แบนลงและจัดการคุณภาพภาพบริเวณรอบนอกได้ดีขึ้นในบางค่าสายตาและการออกแบบ
Free-form
ใช้ระบบคอมพิวเตอร์และเครื่องจักรความละเอียดสูงในการสร้างผิวเลนส์ตามการคำนวณในแต่ละตำแหน่ง
โดยเฉพาะในโปรเกรสซีฟระดับสูง ระบบสามารถนำข้อมูลเพิ่มเติม เช่น ตำแหน่งกรอบ มุมสวมใส่ และข้อมูลเฉพาะบุคคลที่รุ่นนั้นรองรับเข้ามาคำนวณได้
Free-form ไม่ได้หมายความว่าเป็นเลนส์อีกประเภทหนึ่งที่มาแทน Progressive — โปรเกรสซีฟหนึ่งคู่สามารถเป็น Free-form Progressive ได้
ยังมีเลนส์เฉพาะทางอีกหลายชนิด
นอกจากโครงสร้างหลัก ยังมีคุณสมบัติหรือเลนส์สำหรับความต้องการเฉพาะ เช่น
เลนส์ปริซึม สำหรับภาวะการทำงานร่วมกันของตาบางประเภท ซึ่งต้องอาศัยการตรวจและกำหนดค่าที่เหมาะสม
เลนส์เปลี่ยนสี ที่ใสในร่มและเข้มขึ้นเมื่อได้รับแสงที่กระตุ้นระบบเปลี่ยนสี
เลนส์โพลาไรซ์ ช่วยลดแสงสะท้อนจากพื้นผิว เช่น ถนนและผิวน้ำ
เลนส์ดัชนีหักเหสูง สำหรับค่าสายตาสูง ช่วยให้สามารถทำเลนส์บางลงเมื่อเทียบกับวัสดุที่มีดัชนีต่ำกว่าในเงื่อนไขที่เหมาะสม
รวมถึงการเคลือบกันสะท้อน การเคลือบกันรอย และการเคลือบช่วยลดคราบ ซึ่งเป็นอีกชั้นหนึ่งของการเลือกเลนส์ แต่ไม่จำเป็นต้องใส่ทุกอย่างลงไปในแว่นทุกคู่ เลือกจากสิ่งที่ใช้จริงดีกว่าเลือกจากจำนวนคุณสมบัติ
เลนส์แบบไหนเหมาะกับคุณ?
คำตอบไม่ได้เริ่มจากราคา และไม่ได้เริ่มจากยี่ห้อ มันควรเริ่มจากสามเรื่อง
1. ดวงตาของคุณเป็นอย่างไร
มีสายตาสั้น ยาว เอียง หรือเริ่มมีสายตายาวตามวัยหรือไม่ และมีสิ่งที่ควรส่งต่อเพื่อประเมินทางการแพทย์หรือไม่
2. คุณใช้สายตาอย่างไร
นั่งคอมพิวเตอร์ 8 ชั่วโมง ขับรถทางไกล อ่านหนังสือ หรือสลับทุกระยะตลอดวัน
3. เลนส์และกรอบแบบใดเหมาะกับสองข้อแรก
เมื่อรู้สองเรื่องแรกแล้ว จึงค่อยเลือกรูปแบบเลนส์ วัสดุ การออกแบบผิว การเคลือบ และกรอบ
คนสองคนอาจมีค่าสายตาเท่ากัน แต่คนหนึ่งเป็นโปรแกรมเมอร์ อีกคนขับรถทั้งวัน แว่นที่เหมาะกับสองคนนี้จึงไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน
สิ่งเดียวที่อยากให้จำจากหน้านี้
มองไม่ชัด ไม่ได้แปลว่าเป็นโรคตา และมีโรคตา ก็ไม่ได้แปลว่าเปลี่ยนเลนส์แล้วจะหาย
ตรวจให้รู้ก่อนว่าปัญหาอยู่ตรงไหน แล้วค่อยเลือกเลนส์ให้ตรงกับดวงตาและชีวิตของเรา
ที่ร้านแว่นปุถุชน (Putuchon) — Optics Republic เราตรวจวัดสายตาโดยนักทัศนมาตร และอธิบายทางเลือกก่อนตัดสินใจ
เรามีทั้งเลนส์แบรนด์ต่างประเทศ ได้แก่ Hoya, Essilor, Zeiss และ Rodenstock รวมถึง House Brand ของเราเอง เพื่อให้สามารถเลือกตามค่าสายตา การใช้งาน และงบประมาณ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเลนส์ที่แพงที่สุด
19 ซอยพหลโยธิน 21 ถนนพหลโยธิน แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
BTS พหลโยธิน 24 ทางออก 3 เดินประมาณ 250 เมตร มีที่จอดรถหน้าร้าน
ตรวจวัดสายตา วันพฤหัสบดี–วันอาทิตย์ 9.00–19.00 น. รับนัดล่วงหน้าเท่านั้น ไม่รับ Walk-in
นัดตรวจสายตาทาง LINE , Messenger หรือ โทร 092 562 1664
4.9 ดาว จากรีวิว Google ของผู้ใช้จริงกว่า 200 รายการ
.png)