top of page

บทความที่ 211 : เลนส์เปลี่ยนสีในเมืองไทย: ทำไมบางคนใส่แล้วชอบ บางคนใส่แล้วเสียดายเงิน

tbfc1000
11 ต.ค.
ยาว 3 นาที
สรุปสั้น: เลนส์เปลี่ยนสีเข้มขึ้นเพราะรังสี UV แต่จางกลับเพราะความร้อน สองอย่างนี้ทำให้เลนส์ตัวเดียวกันให้ผลไม่เหมือนกันเลยระหว่างเมืองหนาวกับเมืองไทย อากาศร้อนจำกัดความเข้มสูงสุดและเร่งการจางกลับ ส่วนกระจกหน้ารถกัน UV เกือบหมด เลนส์ที่ทำงานด้วย UV อย่างเดียวจึงแทบไม่เปลี่ยนสีในรถ ทั้งสองเรื่องนี้เป็นฟิสิกส์ ไม่ใช่เลนส์บกพร่อง และรู้ไว้ก่อนตัดจะช่วยให้เลือกถูกตัว

บ่ายสองโมงหน้าห้างแถวพระราม 9 คุณเดินออกจากประตูแอร์เย็น ๆ ไปยืนรอวินมอเตอร์ไซค์


เลนส์เปลี่ยนสีที่เพิ่งตัดมาเริ่มเข้มขึ้น — แต่เข้มไม่เท่าที่เห็นในคลิปโฆษณา และพอขึ้นรถแท็กซี่ที่จอดรออยู่ มันก็ใสกลับเกือบหมดภายในไม่กี่นาที


คุณนึกในใจว่า “เลนส์เสียหรือเปล่า” หรือ “ร้านขายของไม่ดีให้เรา”


ทั้งสองข้อไม่ใช่คำตอบ คำตอบอยู่ที่เคมีของสีย้อมในเลนส์ กับอุณหภูมิอากาศของประเทศที่เราอยู่


บทความนี้จะอธิบายกลไกให้ครบ ตั้งแต่ว่าอะไรทำให้เข้ม อะไรทำให้จาง ทำไมในรถไม่ทำงาน ไปจนถึงวิธีอ่านตัวเลขโฆษณาให้เป็น — แล้วคุณจะตอบตัวเองได้ว่าเลนส์เปลี่ยนสีเหมาะกับชีวิตคุณจริงไหม


ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับคุณ

เพราะเลนส์เปลี่ยนสีเป็นหนึ่งในของที่คนไทยซื้อแล้ว “รู้สึกไม่คุ้ม” บ่อยที่สุด ไม่ใช่เพราะของไม่ดี แต่เพราะความคาดหวังถูกตั้งจากสื่อการตลาดที่ผลิตในประเทศอากาศเย็นกว่าเรามาก


ถ้าคุณเข้าใจกลไกก่อนตัด คุณจะเลือกได้ว่าควรใช้ตระกูลที่ทำงานด้วย UV อย่างเดียว ตระกูลที่ตอบสนองแสงที่มองเห็นด้วย หรือควรตัดแว่นกันแดดแยกไปอีกอันเลย — และจะไม่เสียเงินไปกับสิ่งที่ฟิสิกส์ไม่ยอมให้เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น


กลไกจริง: เข้มเพราะ UV จางกลับเพราะความร้อน

หัวใจของเลนส์เปลี่ยนสีคือ สีย้อมโฟโตโครมิก (photochromic dye คือสีย้อมที่เปลี่ยนสีเมื่อโดนแสง) ในเลนส์พลาสติกยุคใหม่สีย้อมกลุ่มที่ใช้กันคือ แนฟโทไพแรน (naphthopyrans)


โมเลกุลพวกนี้มีสองสภาพ สภาพหนึ่งใส อีกสภาพหนึ่งดูดซับแสงจนมองเห็นเป็นสีเทาหรือน้ำตาล


เมื่อ รังสี UV (ultraviolet คือรังสีอัลตราไวโอเลตที่ตาเรามองไม่เห็น) ตกกระทบ โมเลกุลจะคลี่โครงสร้างไปอยู่สภาพที่ดูดซับแสง เลนส์จึงเข้มขึ้น


แล้วมันกลับมาใสได้อย่างไร — ด้วยความร้อน ปฏิกิริยาย้อนกลับขับเคลื่อนด้วยพลังงานความร้อน ยิ่งอุ่นยิ่งย้อนกลับเร็ว


นี่คือจุดที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ และเป็นจุดที่เปลี่ยนวิธีคิดทั้งหมด


เพราะมันหมายความว่าในเลนส์หนึ่งชิ้นมีปฏิกิริยาสองทางแข่งกันอยู่เสมอ ทางไปเข้มถูกผลักด้วยแสง UV ทางกลับมาใสถูกผลักด้วยความร้อน ความเข้มที่คุณเห็นคือ “จุดสมดุล” ของแรงสองแรงนี้ ณ วินาทีนั้น


พูดง่าย ๆ คือ เลนส์เปลี่ยนสีไม่มีปุ่มเปิด-ปิด มันเป็นเหมือนก๊อกน้ำที่เปิดอยู่พร้อมกับรูระบายที่เปิดอยู่ด้วย ระดับน้ำในอ่างขึ้นอยู่กับว่าฝั่งไหนแรงกว่า


อากาศ 35 องศา กับตัวเลขโฆษณาที่วัดกันที่ 23 องศา

ถ้าความร้อนเร่งการจางกลับ คำถามต่อไปคือ ในบ่ายกรุงเทพฯ ที่อากาศแตะ 35 องศาเซลเซียส เกิดอะไรขึ้น


คำตอบคือรูระบายเปิดกว้างกว่าเดิม เลนส์ยังเข้มขึ้นได้ แต่เข้มน้อยกว่าที่เลนส์ตัวเดียวกันทำได้ในอากาศเย็น


ข้อมูลอ้างอิงของวงการระบุตรงไปตรงมาว่า เลนส์โฟโตโครมิกมาตรฐานที่อุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียส จะสว่างกว่าเลนส์ตัวเดียวกันที่ 23 องศาเซลเซียสอย่างวัดได้


ตัวเลข 23 องศาเซลเซียสไม่ใช่เลขสุ่ม มันเป็นอุณหภูมิห้องที่ห้องทดสอบนิยมใช้ และเป็นอุณหภูมิที่ตัวเลขสวย ๆ ในโบรชัวร์หลายตัวถูกวัดออกมา ตัวอย่างที่ระบุชัดคือ Rodenstock ที่แจ้งว่าค่าความใสในร่มของ ColorMatic X ที่ถึง 93% นั้นวัดที่ 23 องศาเซลเซียส


แปลว่าถ้าคุณเอาตัวเลขในโบรชัวร์มาคาดหวังกับบ่ายวันเสาร์ที่ลานจอดรถกลางแจ้ง คุณกำลังเทียบคนละเงื่อนไขกัน


และมีผลพลอยได้ที่ย้อนแย้งอยู่ข้อหนึ่ง — ช่วงที่แดดแรงที่สุดของวันมักเป็นช่วงที่อากาศร้อนที่สุดด้วย ฝั่ง UV แรงขึ้นก็จริง แต่ฝั่งความร้อนก็แรงขึ้นพร้อมกัน เลนส์จึงไม่ได้เข้มขึ้นเป็นเส้นตรงตามแดดอย่างที่เราคิด


อีกด้านหนึ่งของเหรียญเดียวกันคือข้อดี ตอนคุณเดินจากลานจอดรถกลับเข้าห้าง เลนส์ที่จางกลับเร็วเพราะอากาศร้อนคือเรื่องดี คุณจะไม่ต้องเดินในห้างด้วยแว่นที่ยังเข้มค้างอยู่นาน


ผู้ผลิตหลายรายรู้เรื่องนี้และวางจุดขายไว้ตรงนี้เลย Hoya เรียกเทคโนโลยีของตัวเองว่า Stabilight และชูเรื่องประสิทธิภาพที่สม่ำเสมอในทุกสภาพภูมิอากาศ ส่วน Rodenstock มีรุ่น ColorMatic Dark ที่ผู้ผลิตระบุว่าปรับให้เหมาะกับ 35 องศาเซลเซียสโดยเฉพาะ


ในรถไม่เข้ม เพราะกระจกหน้ารถกินแสงที่เลนส์ต้องใช้

เรื่องที่สองที่ทำให้คนไทยรู้สึกไม่คุ้ม คือการขึ้นรถแล้วเลนส์ไม่ทำงาน


กลไกตรงไปตรงมา กระจกหน้ารถยนต์เป็นกระจกลามิเนต คือกระจกสองแผ่นประกบฟิล์มโพลิเมอร์ตรงกลาง ฟิล์มชั้นนั้นกัน UVB เกือบหมดและกัน UVA ไปได้เป็นส่วนใหญ่


พอ UV ที่สีย้อมต้องใช้ถูกกินไปที่กระจก โมเลกุลในเลนส์ก็ไม่มีพลังงานพอจะคลี่ไปสภาพเข้ม ขณะที่ฝั่งความร้อน — ซึ่งในรถที่ตากแดดมีเหลือเฟือ — ยังทำงานเต็มที่


สองแรงที่แข่งกันจึงเอียงไปทางใสอย่างชัดเจน Transitions เองระบุตรง ๆ ในเอกสารว่ากระจกหน้ารถกัน UV ที่จำเป็นต่อการทำงานของเลนส์


นี่คือเหตุผลที่ต้องพูดให้ชัดว่า “เลนส์เปลี่ยนสี” ไม่ใช่สินค้าชิ้นเดียว แต่เป็นสองตระกูลที่ทำงานต่างกัน


ตระกูลที่ตอบสนอง UV อย่างเดียว — ใสสุดในร่ม เข้มดีกลางแจ้ง แต่แทบไม่ทำงานหลังกระจกรถ ตัวอย่างคือ Transitions Signature GEN S ซึ่งผู้ผลิตระบุว่าเข้มเต็มที่ใน ~25 วินาทีกลางแดดจัด และจางกลับใสในไม่ถึง 2 นาที ทั้งสองตัวเลขนี้เป็นตัวเลขจากการทดสอบของผู้ผลิตเอง


ตระกูลที่ตอบสนองทั้ง UV และแสงที่มองเห็น — ตระกูล Transitions XTRActive / XTRActive New Generation ออกแบบให้ถูกกระตุ้นด้วยแสงที่มองเห็นได้ด้วย ไม่ใช่แค่ UV จึงยังทำงานหลังกระจกได้ ผู้ผลิตระบุว่าหลังกระจกหน้ารถเข้มถึงระดับ category 2 (การส่องผ่านแสง 18–43%)


และมีข้อที่น่าสนใจกว่านั้น — ผู้ผลิตอ้างว่า XTRActive เข้มที่สุดเมื่ออากาศร้อนและเมื่ออยู่ในรถ ถึงระดับ category 3 ที่ 35 องศาเซลเซียส


ถ้าคุณอ่านหัวข้อก่อนหน้ามาแล้วจะรู้ว่านี่ตรงข้ามกับพฤติกรรมปกติของโฟโตโครมิก และเป็นเหตุผลหลักที่ตระกูลนี้มักถูกแนะนำให้คนที่ขับรถในเมืองไทย — โดยที่ต้องกำกับไว้ว่าเป็นข้ออ้างจากผู้ผลิต ยังไม่ใช่ผลทดสอบจากหน่วยงานอิสระ


ข้อแลกของตระกูลนี้คือ ตอนใสจะมีสีติดอยู่เล็กน้อย ไม่ใสเท่าตระกูล Signature และถ้าคุณต้องการโพลาไรซ์ด้วย มีรุ่น XTRActive Polarized ที่เพิ่มการโพลาไรซ์แบบแปรผัน โดยผู้ผลิตระบุเองว่าประสิทธิภาพการโพลาไรซ์ก็แปรตามอุณหภูมิ UV และวัสดุ


ยังมีอีกทางที่ต่างออกไปคือ Transitions Drivewear (ผลิตโดย Younger Optics) ซึ่งเป็นทั้งโพลาไรซ์และโฟโตโครมิกที่ทำงานด้วยแสงที่มองเห็น ใช้ในรถได้ เปลี่ยนจากเขียวมะกอกในแสงน้อยหรือหลังกระจก ไปเป็นทองแดง แล้วเป็นน้ำตาลแดงเข้มกลางแดดจัด


แต่ต้องเข้าใจให้ตรงกันว่า Drivewear ไม่ใช่เลนส์ที่ใสในร่ม มันคือแว่นกันแดดสำหรับขับรถ ไม่ใช่แว่นใส่ทั้งวัน


สีย้อมอยู่ตรงไหนในเลนส์ — สามวิธีผลิตที่ให้ผลไม่เหมือนกัน

คำถามที่คนไม่ค่อยถามหน้าร้าน แต่มีผลกับความสม่ำเสมอของสีและอายุการใช้งานจริง คือสีย้อมถูกใส่เข้าไปในเลนส์อย่างไร


1. ผสมในเนื้อ (in-mass หรือ cast-in) — สีย้อมกระจายอยู่ทั่วบล็อกเลนส์ตั้งแต่ตอนหล่อ


ข้อดีคือขัดผิวได้ตรง ๆ เคลือบฮาร์ดโค้ตและชั้นกันสะท้อนระดับพรีเมียมได้ตามปกติ เลี่ยงปัญหาความหนาของชั้นเคลือบไม่สม่ำเสมอบนเลนส์ที่โค้งชัน จึงเหมาะกับเลนส์ดัชนีสูงและงานกรอบไร้ขอบ


ข้อแลกคือ เลนส์ค่าลบมาก ๆ ที่ขอบหนากว่ากลาง ขอบจะดูเข้มกว่ากลาง เพราะแสงเดินทางผ่านเนื้อที่มีสีย้อมเป็นระยะทางยาวกว่า


2. ซึมผิวหน้า (imbibing หรือ trans-bonding) — ดันสีย้อมเข้าไปเฉพาะชั้นผิวหน้าของเลนส์ เป็นวิธีคลาสสิกที่ Transitions ใช้ในเลนส์พลาสติก ข้อดีคือความเข้มไม่ขึ้นกับความหนาของเลนส์


3. เคลือบฟิล์ม (spin-coating) — เคลือบฟิล์มบางที่มีสีย้อมลงบนผิวหน้า


สีสม่ำเสมอไม่ว่าค่าสายตาเท่าไหร่ แต่ชั้นที่บางนั้นอยู่ตรงตำแหน่งที่โดนทั้งการขัดสีและความร้อนมากที่สุด เอกสารในวงการระบุว่าแบบผสมในเนื้อรักษาเวลาจางกลับและสีตอนใสได้ดีกว่าหลังการทดสอบสภาพอากาศเร่ง


สำหรับเมืองไทย ประเด็นข้อ 3 มีน้ำหนักขึ้นมาทันที เพราะแว่นของเราเจอความร้อนและฝุ่นมากกว่าค่าเฉลี่ยของโลก


“เข้ม” วัดกันอย่างไร — หมวดตาม ISO 12312-1

เวลาร้านบอกว่า “ตัวนี้เข้มกว่า” คำถามที่ควรถามคือ เข้มเท่าไหร่ วัดด้วยอะไร


มาตรฐานที่อ้างอิงได้จริงคือ ISO 12312-1:2022 ซึ่งแบ่งหมวดความเข้มของเลนส์กันแดดตามค่าการส่องผ่านแสง (τv คือสัดส่วนแสงที่มองเห็นซึ่งผ่านเลนส์ไปถึงตา)


หมวด

การส่องผ่านแสง (τv)

ความหมายในชีวิตจริง

0

มากกว่า 80%

ใส หรือมีสีติดเล็กน้อย

1

43–80%

สีอ่อน แดดน้อย

2

18–43%

แดดปานกลาง — ระดับที่ XTRActive อ้างว่าทำได้หลังกระจกหน้ารถ

3

8–18%

แดดจัด ระดับแว่นกันแดดทั่วไป

4

3–8%

แดดจัดมาก เช่น บนภูเขาหิมะ — ห้ามใช้ขับรถ


ข้อสุดท้ายสำคัญและคนไทยแทบไม่เคยได้ยิน เลนส์หมวด 4 ห้ามใช้ขับรถ เพราะมืดเกินกว่าจะเห็นสัญญาณไฟและวัตถุในเงาได้ทันเวลา ถ้าคุณเคยซื้อแว่นกันแดดเข้มจัดจากแผงลอยมาใส่ขับรถ นี่คือเหตุผลที่ควรเลิก


และนี่คือวิธีเดียวที่อ้างอิงได้เมื่อจะบอกว่าเลนส์เปลี่ยนสีตัวหนึ่ง “เข้มแค่ไหน” — พูดเป็นหมวดตาม ISO ไม่ใช่พูดว่า “เข้มมาก”


ขอแทรกอีกเรื่องที่คนเข้าใจผิดกันทั้งวงการ มาตรฐาน ISO 8980-3:2022 นิยามช่วง UV-A ไว้ถึง 380 นาโนเมตร ไม่ใช่ 400 คำว่า “UV400” ที่เห็นบนป้ายจึงเป็นคำการตลาด ไม่ใช่ขอบเขต UV-A ตามมาตรฐาน เลนส์ที่กันได้ถึง 400 นาโนเมตรไม่ได้ผิดอะไร แค่ตัวเลขนั้นไม่ได้มาจากนิยาม ISO


เทียบให้ยุติธรรมต้องเทียบอะไร

ถ้าคุณกำลังเปิดเว็บสามแบรนด์เทียบกัน มีสิ่งที่ต้องเทียบให้ตรงกัน 5 อย่าง


  1. เวลาที่ใช้เข้มถึงค่าการส่องผ่านที่ระบุ — และระบุที่อุณหภูมิเท่าไหร่

  2. เวลาจางกลับถึงค่าที่ระบุ — ไม่ใช่ “จางกลับเร็วขึ้น 80%” ลอย ๆ

  3. ค่า τv ตอนเข้มและตอนใส พร้อมหมวดตาม ISO 12312-1

  4. ค่า τv หลังกระจกหน้ารถ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สำคัญที่สุดสำหรับคนขับรถ

  5. พฤติกรรมที่ 35 องศาเซลเซียส เทียบกับที่ 23 องศาเซลเซียส


ปัญหาคือ ในทางปฏิบัติแทบไม่มีแบรนด์ไหนเปิดทั้งห้าข้อในเงื่อนไขเดียวกัน


แต่ละแบรนด์อ้างอิงคนละอุณหภูมิ และเทียบกับ “แบรนด์ชั้นนำ” หรือ “คู่แข่ง” ที่ไม่ระบุชื่อ เช่น Hoya ระบุว่า Sensity 2 เข้มเร็วขึ้น 15% และจางเร็วขึ้น 9% เทียบแบรนด์ชั้นนำที่ไม่ระบุชื่อ ส่วน ZEISS ระบุว่า PhotoFusion X เข้มเร็วขึ้นถึง 60% และจางกลับเร็วขึ้นถึง 80% เทียบรุ่นก่อนของตัวเอง


สองตัวเลขนี้ตอบคำถามไม่เหมือนกันเลย ตัวหนึ่งเทียบกับคู่แข่งนิรนาม ตัวหนึ่งเทียบกับรุ่นก่อนของตัวเอง


ข้อสรุปที่ตรงไปตรงมาคือ เปอร์เซ็นต์ข้ามแบรนด์เทียบกันไม่ได้ เอาไปวางเรียงกันในตารางเดียวแล้วชี้ว่าใครชนะคือการเทียบผิดวิธี


สิ่งที่เทียบได้จริงคือ หมวดตาม ISO และ พฤติกรรมในเงื่อนไขที่คุณใช้งานจริง ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดคือถือเลนส์ตัวอย่างออกไปยืนกลางแดดหน้าร้านจริง ๆ


ใครใส่แล้วชอบ ใครควรเลือกแว่นกันแดดแยกอันไปเลย

กลุ่มที่มักพอใจ


  • คนที่เดินเข้า-ออกอาคารบ่อย ตลอดวัน แต่ไม่ได้อยู่กลางแดดนาน ๆ ติดกัน — ความสะดวกของการไม่ต้องเปลี่ยนแว่นคือประโยชน์หลัก

  • คนที่ค่าสายตาเยอะ ซึ่งการมีแว่นกันแดดมีค่าสายตาอีกอันเป็นภาระ

  • คนที่ต้องการการกัน UV ตลอดเวลาโดยไม่ต้องคิด — เลนส์โฟโตโครมิกของแบรนด์หลักระบุว่ากัน UVA/UVB 100% ทั้งตอนใสและตอนเข้ม

  • คนขับรถที่ยอมแลกความใสในร่มเล็กน้อย เพื่อให้เลนส์ยังทำงานหลังกระจก — ควรมองตระกูลที่ตอบสนองแสงที่มองเห็น


กลุ่มที่ควรตัดแว่นกันแดดแยกอัน


  • คนที่อยู่กลางแดดจัดต่อเนื่องเป็นชั่วโมง เช่น ทำงานนอกอาคาร เล่นกีฬากลางแจ้ง วิ่งกลางวัน — คุณต้องการความเข้มระดับหมวด 3 ที่คงที่ ไม่ใช่ความเข้มที่ขึ้นลงตามอุณหภูมิ

  • คนที่ต้องการโพลาไรซ์เต็มกำลังเพื่อตัดแสงสะท้อนจากผิวถนนหรือผิวน้ำ

  • คนที่ต้องการเลนส์ใสจริง ๆ แบบไม่มีสีติดเลยตอนอยู่ในร่ม แล้วก็ต้องการเข้มจริง ๆ ตอนออกแดด — สองอย่างนี้ในเลนส์ชิ้นเดียวยังต้องแลกกันอยู่

  • คนที่หลักการซื้อคือ “จ่ายครั้งเดียวได้ทุกอย่าง” — ในเรื่องนี้การจัดลำดับความสำคัญได้ผลดีกว่า เลือกว่าอะไรสำคัญกับชีวิตคุณที่สุดแล้วลงกับข้อนั้น ดีกว่าจ่ายเพิ่มให้ฟังก์ชันที่คุณจะไม่ได้ใช้


ส่วนที่ต้องพูดตรง ๆ

หนึ่ง ตัวเลขเกือบทั้งหมดในบทความนี้เป็นตัวเลขของผู้ผลิต ทั้งเวลา 25 วินาที ทั้ง 60% ทั้ง 15% เราหาไม่พบว่ามีงานวิจัยอิสระที่นำเลนส์เปลี่ยนสีเชิงพาณิชย์รุ่นต่อรุ่นมาวัดเทียบกันในเงื่อนไขเดียวกันและเผยแพร่ผล


สอง คำว่า “เข้มขึ้น 60%” ไม่มีความหมายถ้าไม่บอกว่าเทียบกับอะไรและวัดที่อุณหภูมิเท่าไหร่ ถ้าโบรชัวร์ไม่บอก เราก็ควรถือว่ายังไม่รู้


สาม ข้ออ้างว่าเลนส์บางรุ่นเข้มขึ้นเมื่อร้อน เป็นข้ออ้างที่ย้อนกับกลไกพื้นฐาน ในทางเคมีเป็นไปได้ถ้าออกแบบสีย้อมและเมทริกซ์มาเพื่อสิ่งนี้ และผู้ผลิตก็อธิบายไว้ว่าเป็นการตอบสนองแสงที่มองเห็น แต่เราไม่มีผลวัดอิสระมายืนยันตัวเลข จึงเขียนไว้ว่าเป็นข้ออ้างของผู้ผลิต


สี่ ชื่อรุ่นในแค็ตตาล็อกไทยอาจไม่ตรงกับเว็บต่างประเทศ และเงื่อนไขการรับประกันต่างกันตามประเทศและตัวแทน สองเรื่องนี้ต้องยืนยันกับตัวแทนจำหน่ายในไทย ไม่ควรเชื่อหน้าเว็บของสำนักงานใหญ่อย่างเดียว


ห้า เราไม่ได้บอกว่าแบรนด์ไหนดีที่สุด เพราะข้อมูลที่มีอยู่ไม่พอจะสรุปอย่างนั้นได้อย่างซื่อสัตย์ สิ่งที่พอจะบอกได้คือแต่ละแบรนด์เลือกแก้ปัญหาคนละข้อ


เอาไปใช้ยังไง

คำถามที่ควรถามร้านก่อนตัดเลนส์เปลี่ยนสี


  1. เลนส์ตัวนี้ทำงานด้วย UV อย่างเดียว หรือตอบสนองแสงที่มองเห็นด้วย

  2. ถ้าผมขับรถทุกวัน ตัวนี้เข้มถึงหมวดไหนตาม ISO 12312-1 หลังกระจกหน้ารถ

  3. ตัวเลขเวลาเข้มและเวลาจางกลับที่บอกมา วัดที่อุณหภูมิเท่าไหร่

  4. สีย้อมอยู่ในเนื้อเลนส์ ซึมผิวหน้า หรือเป็นฟิล์มเคลือบ

  5. ค่าสายตาของผมกับดีไซน์กรอบที่เลือก ทำให้ขอบเลนส์ดูเข้มกว่ากลางไหม

  6. รุ่นนี้ในแค็ตตาล็อกไทยชื่อเดียวกับบนเว็บต่างประเทศหรือไม่

  7. การรับประกันในไทยครอบคลุมอะไร เคลมกับใคร


และสิ่งที่ควรทำด้วยตัวเอง — ขอถือเลนส์ตัวอย่างออกไปยืนกลางแดดหน้าร้านสัก 1 นาที แล้วเดินกลับเข้าร้านดูว่าจางกลับเร็วแค่ไหน การทดลองหนึ่งนาทีนี้บอกอะไรได้มากกว่าโบรชัวร์ทั้งเล่ม


อีกเรื่องที่ควรจำไว้ ห้ามทิ้งแว่นไว้บนคอนโซลรถที่จอดตากแดด ความร้อนสะสมในนั้นทำร้ายทั้งชั้นเคลือบและอายุของสีย้อม


สรุปให้

  • เลนส์เปลี่ยนสี เข้มเพราะ UV แต่จางกลับเพราะความร้อน ความเข้มที่เห็นคือจุดสมดุลของสองแรงนี้

  • อากาศไทยที่ 35 องศาเซลเซียสทำให้เลนส์สว่างกว่าเลนส์ตัวเดียวกันที่ 23 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ตัวเลขโฆษณาหลายตัวถูกวัด — เป็นฟิสิกส์ ไม่ใช่ของเสีย

  • กระจกหน้ารถลามิเนตกัน UV ที่สีย้อมต้องใช้ เลนส์ที่ทำงานด้วย UV อย่างเดียวจึงแทบไม่เข้มในรถ · ตระกูลที่ตอบสนองแสงที่มองเห็นด้วยจึงเป็นทางเลือกของคนขับรถ

  • บอกความเข้มด้วย หมวดตาม ISO 12312-1 ไม่ใช่คำว่า “เข้มมาก” · และจำไว้ว่า หมวด 4 ห้ามใช้ขับรถ

  • เปอร์เซ็นต์ข้ามแบรนด์เทียบกันไม่ได้ เพราะวัดคนละอุณหภูมิและเทียบกับคู่แข่งที่ไม่ระบุชื่อ


แหล่งอ้างอิง


อ่านต่อ

หน้าหลักที่เกี่ยวข้อง


บทความที่เกี่ยวข้อง

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
บทความที่ 223 : เปลี่ยนเลนส์ใหม่ทุกกี่ปี และเมื่อไหร่ควรอัปเกรดรุ่น ไม่ใช่แค่เปลี่ยนค่าสายตา

“ค่าสายตาเท่าเดิม” ไม่ได้แปลว่าเลนส์คู่เดิมยังทำงานเหมือนเดิม ชั้นเคลือบมีอายุที่ถูกกำหนดด้วยฟิสิกส์ของความร้อนและแรงเค้นในชั้นเคลือบ ไม่ใช่

 
 
 
บทความที่ 222 : อ่านใบวัดสายตาของตัวเอง: SPH, CYL, AXIS, ADD, PD และปริซึม

ใบวัดสายตาคือกระดาษที่บอก “ตาคุณต้องการกำลังแก้เท่าไหร่” ไม่ใช่ใบสั่งเลนส์ SPH บอกกำลังหลักและเครื่องหมายบวกลบบอกทิศทางของปัญหา CYL กับ AXIS

 
 
 
บทความที่ 221 : ค่าสายตาสองข้างต่างกันมาก: ทำไมเลนส์ธรรมดาใส่ไม่สบาย

ถ้าค่าสายตาสองข้างของคุณต่างกันหลายขั้น — ภาวะที่เรียกว่า anisometropia (ภาวะค่าสายตาสองข้างไม่เท่ากัน) — ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ “ข้างหนึ่งชั

 
 
 

ความคิดเห็น


แว่นปุถุชน โปรเกรสซีฟ
โปรเกรสซีฟ @แว่นปุถุชน  เลนส์ แว่นตา สายตายาว  ควบคุม โดยนักทัศนมาตร และผู้เชี่ยวชาญด้านโปรเกรสซีฟ โดยตรง  ร้านแว่นตา ราคาดี
แว่นปุถุชน โปรเกรสซีฟ
​ร้านแว่นปุถุชน
เลขที่ 19 ซอยพหลโยธิน 21
ถนนพหลโยธิน แขวงจตุจักร
เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทร. 092 562 1664
​

PUTUCHON 19 Phaholyothin 21 Rd. Jatujak Bangkok 10900 Tel. 092 562 1664

by แว่นปุถุชน(Putuchon)--OpticsRepublic Proudly created with Wix.com

แว่นปุถุชน optics republic

ผู้ส่งออกเลนส์โปรเกรสซีฟ จำหน่ายตรงถึงผู้ใช้ มีทั้ง เลนส์แบรนด์ต่างประเทศ และเลนส์โปรเกรสซีฟ House Brand คุณภาพสูง คุ้มค่า คุ้มราคากว่า ทำงานโดยทีมงานคุณภาพที่เป็นผู้ชำนาญส่งออกและนำเข้าสินค้าทางวิทยาศาสตร์กว่า 30 ปี ควบคุมการตรวจวัดสายตาโดยนักทัศนมาตรผู้ได้รับใบอนุญาต การจ่ายเลนส์โปรเกรสซีฟโดยนักทัศนมาตร และทีมช่างคุณภาพเชี่ยวชาญเรื่องการเลือกและ Fitting โปรเกรสซีฟ (ใช้เวลา ประมาณ30–45 นาที) รับนัดเท่านั้น ไม่มี Walk in

 

Optics Republic ( putuchon.com) is an optical store that specializing in Progressive lens. We started our business from our experties of being in the business of importing and exporting of Scientific related products, including long shelf life foods, industrial chemicals, lens and contact lens, over 30 years ago.

We have high quality progressive lenses from the international brands as well as the export quality prigressive lens from our House Brand produced at local and as well as international factories. All of our eye exams are done under the supervision of the Optometrist, skilled opticians and refractionist specializing in dispensing Progressive lens.

 

แว่นปุถุชน(Putuchon) --OpticsRepublic 19 ซอยพหลโยธิน 21 แขวงจตจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

19 Phaholyothin21 Rd. Jatujak Bangkok 10900

​

BTS สถานีพหลโยธิน 24 ทางออก 3 เดิน 250 เมตร

อยู่ใกล้ เซนทรัลลาดพร้าว (Central Ladprao) ยูเนียน มอลล์ Union Mall เมเจอร์ รัชโยธิน ( Major Ratchayothin) ตึกช้าง (Elephant Tower) ตึกรสา1 (Rasa1 Tower)

สามารถจอดรถหน้าร้านได้

Tel 092-562-1664 Line: https://lin.ee/9yYnLRI| Messenger: m.me/opticrepublic | www.putuchon.com

เปิดวัดสายตา วันพฤหัสบดี–วันอาทิตย์ 9.00-19.00 น (นัดหมายล่วงหน้า เท่านั้น ไม่รับ Walk in)

4.9 ★ จากรีวิว Google จากลูกค้าผู้ใช้จริง กว่า 200 รายการ  รีวิว (Review)​​

bottom of page